Category: content

  • Daily Reset 15 นาที หลังตื่นนอน – 3 ขั้นตอนเปลี่ยนชีวิต

    Published on July 29, 2026               Time to read : 1-2 minutes

    สวัสดึค่ะ เคยไหมคะ ที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกสมองหนักอึ้ง ในหัวเต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องทำยาวเหยียด วิตกกังวลจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน สุดท้ายก็นั่งไถมือถือ ไม่ก็ทำแต่งานที่ไม่สำคัญ จนไม่ได้ทำสิ่งที่สำคัญในวันนั้น แล้วพอหมดวันก็รู้สึกผิด

    ถ้าคุณกำลังเจอภาวะนี้ ไม่ใช่ว่าคุณ “ไม่มีวินัย” นะคะ แต่เป็นเพราะว่าในสมองคุณกำลังล้ากับข้อมูลที่มากจนเกินไป หรือที่เรียกว่า ภาวะ Cognitive Overload
    ดังนั้นในวันนี้เราจะมานำเสนอ 3 ขั้นตอน Daily Reset 15 นาทีหลังตื่นนอนตอนเช้า เพื่อชีวิตที่ productive มากขึ้นค่ะ โดย 3 ขั้นตอนนี้จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนละ 5 นาทีดังนี้ค่ะ

    5 นาทีแรก คือ ขั้นตอน เอาสิ่งที่เป็น “ข้อมูลรกๆออกจากสมอง” หรือที่เรียกว่า “Brain Dump” โดยอ้างอิงจากหนังสือ Getting Things Done หรือ GTD ที่เขียนโดย David Allen ค่ะ

    5 นาทีถัดไป คือ ขั้นตอน “เลือกแค่ 3 อย่างที่เป็นงานสำคัญที่ต้องทำในวันนั้นๆ” หรือที่เรียกว่า “Rule of 3” โดยอ้างอิงจากหนังสือ The One Thing ที่เขียนโดย Gary Keller และ Jay Papasan

    และ 5 นาทีสุดท้าย คือ “การลงเวลางานที่สำคัญของเราในตารางเวลาทำงาน” หรือที่เรียกว่า “Timeboxing” โดยอ้างอิงจากหนังสือ Make Time : How to Focus on What Matters Every Day ที่เขียนโดย Jake Knapp และ John Zeratsky

    โดยเราจะใช้เทคนิตในการนำเอาขั้นตอนทั้ง 3 ขั้นตอนมาแทรกหลังกิจวัตรประจำวันของเรา เช่น ระหว่างดื่มกาแฟตอนเช้า หรือ หลังดื่มกาแฟตอนเช้า โดยเทคนิคนี้เรียกว่า “Habit Stacking” ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ “Atomic Habits” ที่เขียนโดย James Clear ค่ะ

    เราจะขยายความทั้ง 3 ขั้นตอน และ เทคนิคในการนำขั้นตอนเหล่านั้นมาแทรกในชีวิตประจำวันของเรา ดังนี้ค่ะ

    ขั้นตอนที่ 1 – เอาข้อมูลรกๆ ออกจากสมอง (Brain Dump)
    ถ้าสมองของเราต้องจดจำเรื่องราวต่างๆที่เราต้องทำเอาไว้ ก็จะเป็นขยะในสมอง ดั้งนั้นเราต้องทำการระบายสิ่งรกสมองเหล่านั้นออก โดยการเขียนลงกระดาษไว้ โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการเขียน นำเอาทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น งานที่ค้างอยู่, เรื่องที่เรากังวล, นัดหมายต่างๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราต้องทำ เช่น ซื้อของใช้เข้าบ้าน เป็นต้น
    หลังจากที่เราจดทุกอย่างลงในกระดาษ ก็จะรู้สึกโล่งสมองขึ้น เพราะเราไม่ต้องมานั่งจดจำสิ่งที่ต้องทำต่างๆ อีกต่อไป

    ขั้นตอนที่ 2 – เลือกแค่ 3 อย่างที่ต้องทำในวันนั้นๆ (Rule of 3)
    หลังจากที่เราจดสิ่งต่างๆที่ต้องทำแล้ว ก็เลือกมาแค่ 3 อย่างที่เป็นสิ่งที่ “ต้องทำจริงๆ” ในวันนั้นๆออกมา แล้วโฟกัสแค่ 3 อย่างนี้ก่อน ซึ่งเป็นงานหรือกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราในวันนั้นมากที่สุด ทำให้เราได้ทำสิ่งสำคัญก่อน ซึ่งจะมีผลช่วยให้เราจัดการงานที่สำคัญในวันได้อย่างถูกต้อง ส่วนงานอื่นๆที่สำคัญน้อยกว่า ถ้ามีเวลาเหลือก็ค่อยทำเป็นลำดับถัดไป

    ขั้นตอนที่ 3 – ลงเวลางานที่ต้องทำใน To Do List (Timeboxing)
    สำหรับขั้นตอนนี้ พอเราเลือกแล้วว่า 3 สิ่งที่สำคัญที่เราต้องทำในวันคืออะไร ก็ให้ลงเวลาที่เราจะทำ 3 สิ่งนั้นไว้เลยว่าจะทำตอนไหน เป็นการล็อคเวลาไว้จะได้ทำได้จริง และจะได้รู้ว่าควรทำงานไหนก่อนและงานไหนเป็นลำดับถัดไป ทำให้การทำงานของเราลุล่วงและสำเร็จได้ตามที่วางแผนไว้

    ส่วนนิสัยเล็กๆทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ เราสามารถเพิ่มไว้จากกิจกรรมเดิมที่เราทำอยู่ในแต่ละวันได้ เช่น หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว หรือ หลังจากกินกาแฟช่วงเช้า หรือ ระหว่างกินกาแฟก็ได้ (Habit Stacking) ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกกังวลลดลง และทำงานให้เสร็จตามเป้าหมายได้มากขึ้น โดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปค่ะ ลองไปทำตามกันดูนะคะ
    ได้ผลยังงัยมาคอมเมนต์กันที่ด้านล่างได้นะคะ

    สำหรับวันนี้ขอบคุณมากนะคะที่อ่านกันมาจนถึงบรรทัดนี้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านบ้างนะคะ สามารถสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารบทความใหม่ได้ฟรีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะคะ
    สวัสดีค่ะ

    #Daily Reset #Productivity #ทำอะไรหลังตื่นนอน #15 นาทีหลังตื่นนอน

  • 5 เทคนิคการอ่านนิยายภาษาอังกฤษให้เข้าใจง่าย

    Published on July 22, 2026               Time to read : 1-2 minutes

    สวัสดึค่ะ สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นอ่านนิยายภาษาอังกฤษแต่ไม่รู้ว่าจะเลือกอ่านเล่มไหนดีให้เราเข้าใจและอินกับเนื้อหาได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 เทคนิคการเลือกและอ่านนิยายภาษาอังกฤษให้เข้าใจง่ายกันค่ะ

    สำหรับเทคนิคการเลือกนิยายภาษาอังกฤษก็จะมี 2 เทคนิคด้วยกันนะคะ ดังนี้ค่ะ

    1. เลือกเล่มที่ภาษาอ่านง่ายสำหรับเรา ❤️

    สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นอ่านนิยายภาษาอังกฤษ แนะนำให้เริ่มจากนิยายประเภท YA หรือ Young Adult ก่อนนะคะ เพราะภาษาจะอ่านง่ายกว่านิยายประเภทอื่นๆค่ะ ตัวอย่างของนิยาย YA ก็เช่นเรื่อง Harry Potter หรือ The Hunger Games ค่ะ แต่ถ้าใครไม่อยากอ่านนิยาย YA แต่อยากอ่านเป็นนิยายแนว Romance หรือ Thriller เลย ดิฉันขอแนะนำนักเขียน 2 ท่านที่ดิฉันอ่านแล้วรู้สึกว่าภาษาอ่านง่ายนะคะ

    นักเขียนท่านแรกก็คือ คอลลีน ฮูเวอร์ (Colleen Hoover) ที่เขียนนิยาย Romance เรื่อง It Ends with Us

    และคนที่สองก็คือ ฟรีดา แมคเฟดเดน (Freida McFadden) ที่เขียนเรื่อง The Housemaid ตามที่ดิฉันได้ทำวีดีโอ Youtube ช่อง Ladylada195 ไว้แนะนำงานเขียนของนักเขียน 2 ท่านนี้ค่ะ ไปติดตามชมกันได้ค่ะ

    ถ้าเราเริ่มต้นอ่านจากนิยายที่เราเข้าใจได้ง่าย เราก็จะเข้าใจเรื่องได้และมีกำลังใจในการอ่านต่อจนจบเล่มค่ะ

    2. ใช้ “กฎ 5 คำ”ในการเลือกเรื่องที่อยากอ่าน 💕

    สำหรับเทคนิคนี้ เวลาที่เราจะเลือกนิยายสักเรื่องที่จะอ่าน แนะนำให้ลองเปิดหน้าแรกของนิยายดูและอ่านคร่าวๆ ถ้ามีคำศัพท์ที่เราไม่เข้าใจความหมายมากกว่า 5 คำ แสดงว่าเล่มนี้คำศัพท์ยากเกินไป ไม่เหมาะที่เราจะอ่านค่ะ เพราะการอ่านนิยายให้ลื่นไหล ไม่ใช่การเปิดหาคำแปลทุกคำศัพท์ที่เราไม่รู้ เพราะจะทำให้เราเหนี่อยที่จะอ่านต่อ และบั่นทอนอารมณ์ในการอ่านแบบต่อเนื่องด้วยค่ะ

    สำหรับเทคนิคในการอ่านนิยายภาษาอังกฤษก็จะมี 3 เทคนิคด้วยกันนะคะ ดังนี้ค่ะ

    3. การอ่านให้เข้าใจ “ภาพรวม” ของเนื้อหา ไม่ใช่การแปล “ทุกคำศัพท์” 💖

    เนื่องจากนิยาย 1 เรื่องจะมีคำศัพท์เยอะมาก เพราะต้องบรรยายและพรรณนาองค์ประกอบของเหตุการณ์ต่างๆในเรื่อง ดังนั้นดิฉันแนะนำให้โฟกัสเฉพาะคำศัพท์ที่พบบ่อยในเนื้อเรื่อง มากกว่าที่จะหาคำแปลทุกคำที่เราไม่รู้ ถ้าเราสามารถเข้าใจความหมายโดยรวมของเนื้อหาได้ว่า ใครทำอะไรกับใคร และเข้าใจอารมณ์ของเหตุการณ์นั้นๆในเรื่องได้ ก็เพียงพอที่เราจะเข้าใจเนื้อหาโดยรวมโดยไม่จำเป็นต้องหาความหมายของทุกคำศัพท์แล้วค่ะ

    4. การเดาความหมายของคำศัพท์จากบริบท หรือ Context 🎀

    เทคนิคนี้คือการเดาความหมายของคำศัพท์ที่เราไม่รู้จากบริบทหรือวลีหรือประโยคข้างเคียงว่า ความหมายของเหตุการณ์นั้นๆ น่าจะหมายถึงอะไร โดยไม่ต้องเปิด Dictionary เช่น

    – ประโยค “The coffee was not hot anymore.It was cold.” คำว่า Cold น่าจะแปลว่าอะไรจากบริบท ประโยคแรกพูดถึง กาแฟว่าไม่ร้อนแล้ว แสดงว่าอะไร แสดงว่า กาแฟถ้าไม่ร้อนแล้วก็ต้องเย็น ใช่ไหมคะ ดังนี้เป็นต้น

    – ประโยค “Lily forgot to eat lunch.By evening, she was starving. คำว่า Starving น่าจะหมายความว่าอะไรจากบริบทข้างหน้า ประโยคแรกกล่าวว่า “ลิลลี่ลืมกินข้าวเย็น” ดังนั้น ตอนเย็น เธอน่าจะเป็นอย่างไร ก็น่าจะ “หิวมาก” ใช่ไหมคะ คำว่า Starving ก็คือ หิวมาก นั่นเอง นี่ค่ะ คือตัวอย่างการเดาความหมายของคำศัพท์ที่เราไม่รู้ได้จากบริบท หรือ ประโยค หรือวลีล้อมรอบคำศัพท์นั้นๆค่ะ

    ดังนั้นเวลาที่เราไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ ให้ลองดูว่า เกิดอะไรขึ้นก่อนและหลังคำศัพท์นั้น และตัวละครน่าจะรู้สึกเข่นไรอยู่ แต่ถ้าเดาความหมายไม่ได้จริงๆ และจะทำให้ไม่เข้าใจเรื่อง ก็แนะนำให้เปิดหาคำแปลค่ะ

    5. เทคนิคการตั้งเป้าหมายในการอ่านทุกวัน 😊

    สำหรับเทคนิคนี้ก็คือการตั้งเป้าหมายว่า เราจะอ่านนิยายเล่มที่เราอยากอ่านในแต่ละวัน ในเวลาเท่าไหร่ หรือ ประมาณกี่หน้า หรือ กี่บท เช่น ตั้งเป้าว่าจะอ่านนิยายเล่มนี้ทุกวัน วันละประมาณ 15 นาที หรือ 1 บท หรือ 2-3 หน้า แล้วแต่ความเป็นไปได้ในแต่ละวันค่ะ เพราะการอ่านที่สม่ำเสมอจะทำให้เราได้พัฒนาความเข้าใจภาษาอังกฤษของเรา และทำให้เรายังคงอรรถรสในการอ่านได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

    ถ้าเราอ่านวันนึง 3 หน้าแล้วหายไป 1 อาทิตย์แล้วกลับมาอ่านใหม่ ความเข้าใจในการอ่านเราก็เหมือนต้องมาเริ่มใหม่ และต้องมาสร้างอรรถรสในการอ่านกันใหม่ด้วยค่ะ ทำให้อารมณ์ในการอ่านไม่ต่อเนื่อง เราก็อาจจะอ่านได้จบเล่มในที่สุด แต่ความสนุกในการอ่านก็จะลดลงไปค่ะ

    ก็จบแล้วนะคะสำหรับการแนะนำเทคนิคในการอ่านนิยายภาษาอังกฤษให้เข้าใจง่าย หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างนะคะ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดู และมาคอมเมนต์กันด้านล่างได้นะคะว่าใช้แล้วได้ผลหรือไม่ อย่างไร ขอบคุณมากค่ะที่อ่านกันมาถึงบรรทัดนี้ แล้วพบกันใหม่ในบทความถัดไปนะคะ สวัสดีค่ะ 🤗

    #เทคนิคอ่านนิยายภาษาอังกฤษ #อ่านนิยายภาษาอังกฤษ #เทคนิคอ่านภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษอ่านง่าย

  • รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน มิ.ย.’69

    Published on July 14, 2026               Time to read : 2-3 minutes

    สวัสดีค่ะ สำหรับในเดือน มิถุนายน 2569 เราได้อ่านหนังสือไปทั้งหมด 7 เล่มด้วยกันค่ะ รายละเอียดตามนี้เลยจ้า

    ขอบคุณรูปจาก TK Read

    1. เรื่อง “สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น” (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ลำดับที่ 34) เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์ มติชน
    สำหรับเรื่องนี้ หนุ่มเมืองจันท์ ได้เขียนถึงสิ่งต่างๆที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน หรือในชีวิตของเรา แต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจ เราจึงไม่เห็น
    ดังนั้นหนุ่มเมืองจันท์เลยมาบอกเราว่า เราควรให้ใจกับสิ่งต่างๆที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำบ้าง บางทีเราอาจจะได้แง่คิดดีๆ หรือมุมมองที่แตกต่างออกไป แล้วอาจจะทำให้เราได้อะไรที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของเราบ้าง ดังที่เขาได้เขียนไว้ในบทนำว่า…

    “ภาพส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพที่ซูมจุดเล็กๆ ในภาพใหญ่
    เพราะโฟกัสจึงมองเห็น
    บางภาพก็สวยเพราะ “มุม” หรือองศาการมอง
    และทุกภาพมี “ระยะที่เหมาะสม”
    ชีวิตก็เช่นกัน
    จะมีความสุขหรือไม่ก็อยู่ที่มุมมองต่อโลก
    การใส่ใจรายละเอียด
    และการหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับตัวเอง”

    อ่านแล้วก็ได้แง่มุมความคิดในการสังเกตุสิ่งต่างๆที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องราวต่างๆที่เราพบเจอในมุมมองใหม่ๆ ทำให้เรารู้จักเปลี่ยนองศาในการมองดูบ้าง ก็จะได้แง่คิดใหม่ๆในการแก้ปัญหา และในการดำเนินชีวิต แนะนำให้อ่านค่ะ

    ขอบคุณรูปจาก TK Read

    2. เรื่อง “เพราะฉะนั้น ฉันจีงถาม” (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ลำดับที่ 30) เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์ มติชน
    สำหรับเล่มนี้หนุ่มเมืองจันท์ชวนให้เราตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆในชีวิต ให้เรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร และตั้งคำถามให้แก่สิ่งที่เราไม่รู้ นี่จะเป็นการเปิดโลกให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ และแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์แก่เรา ดังที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ในคำนำว่า…

    “สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบก็คือ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตล้วนชอบตั้ง “คำถาม”
    ถามเรื่องการลงทุน
    ถามเรื่องการบริหารคน
    ถามเรื่องการใช้ชีวิต
    ถามถึงความหมายและความสุขของชีวิต
    แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือ ในโลกที่หมุนเร็ว และชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น
    คำถามที่ทรงพลังที่สุดของคนกลุ่มนี้กลับเป็น “คำถาม” ที่ “เรียบง่าย”
    เรียบง่ายอย่างยิ่ง
    ถ้า “กรรไกร” ของชาวสวนคือ เครื่องมือที่ช่วยแต่งกิ่งและใบของต้นไม้ให้สวยงาม
    และให้ผลได้สมบูรณ์
    “คำถาม” ก็คือ เครื่องมือของมนุษย์
    ช่วยแต่งกิ่งใบของชีวิต
    เพื่อให้ชีวิตเติบโตอย่างงดงามและมีความสุข
    “เพราะฉะนั้น ฉันจึงถาม”

    อ่านแล้วก็ได้แง่คิดดีๆในการพินิจพิจารณาว่าสิ่งไหนที่เรารู้ สิ่งไหนที่เราไม่รู้ ควรถามเรื่องใดที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเรา เหนืออื่นใด เราควรเป็นเหมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว เพื่อที่เราจะได้รับน้ำเพิ่มเติมจากคำตอบที่เราได้จากคำถามที่ถามออกไป ทำให้เราได้เติมเต็มความรู้เรามากขึ้น ให้เป็นประโยชน์แก่การใช้ชีวิตและการแก้ปัญหาในชีวิตต่อไปค่ะ แนะนำให้อ่านอีกเช่นกันค่ะ

    ขอบคุณรูปจาก TK Read

    3. เรื่อง “เพียงชายคนนี้ (ยังคง) เป็นอาจารย์พิเศษ ฉบับ 16 ปีแห่งความหวัง (?) เขียนโดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง สำนักพิมพ์ แซลมอน
    สำหรับหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของอาจารย์พิเศษซึ่งเป็นอาชีพของผู้เขียนค่ะ โดยจะนำเสนอแง่มุมต่างๆที่เราไม่เคยรู้กับการเป็นอาจารย์พิเศษ ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เนื่องจากผู้เขียนเป็นอาจารย์พิเศษให้แก่หลายสถาบัน ก็จะมีเรื่องเล่าต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพและสิ่งต่างๆที่ต้องพบเจอในชีวิตจของอาจารย์พิเศษมาเล่าให้เราได้อ่านค่ะ อ่านแล้วก็ได้รู้เรื่องที่เราไม่รู้ ว่าอาจารย์พิเศษต้องเจอกับอะไรบ้าง มีประสบการณ์ในแง่ต่างๆเป็นอย่างไร ก็ถือเป็นการเปิดโลกอาชีพอาจารย์พิเศษค่ะ น่าสนใจ อ่านแล้วเพลินทีเดียวกับสไตล์การเขียนของคุณคันฉัตร ใครอยากรู้จักชีวิตของอาจารย์พิเศษมากขึ้้น ก็หามาอ่านได้นะคะ แนะนำค่ะ เป็นความรู้รอบตัวเราได้ดีเลยค่ะ

    ขอบคุณรูปจาก TK Read

    4. เรื่อง “ยินดีต้อนรับสู่ร้านเบนโตะโคฮานะ” เขียนโดย Yuka Ochiai แปลโดย ธมนวรรณ โกสุมภ์ศิริ สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์
    หนังสือเรื่องนี้ เป็นเรื่องสั้น 15 ตอนที่เล่าถึงชีวิตของเด็กน้อยและวัยรุ่นที่ดำเนินเรื่องผ่านการทำข้าวกล่องเอง หรือ เบนโตะแบบญี่ปุ่นที่ซื้อจากร้านโคฮานะ ซึ่งข้าวกล่องแต่ละกล่องก็ผ่านกระบวนการคิดและตกแต่งอย่างดี พร้อมรสชาติที่เอร็ดอร่อยตามความตั้งใจของผู้ให้ ส่งผ่านไปถึงผู้รับทำให้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นคลี่คลายไปในทางที่ดี เช่น ทำให้เรามีเพื่อนใหม่หรือชนะในการแข่งขัน กระทั่งเป็นตัวช่วยแก้แค้นก็ยังได้
    อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ฮีลใจได้อีกเล่มหนึ่ง อ่านแล้วก็ร่วมลุ้นไปกับตัวละคร ทั้งยังได้รับรู้ถึงเสน่ห์ของเบนโตะ หรือ ข้าวกล่องแบบญี่ปุ่นด้วย ถ้าอ่านก่อนอาหารน่าจะช่วยให้เกิดความอยากอาหารได้ดีทีเดียวค่ะ แนะนำให้อ่านจ้า

    ขอบคุณรูปจาก TK Read

    5. เรื่อง “ความหวังครั้งที่สอง” เขียนโดย อัญชลิน พรรณนิภา สำนักพิมพ์ ลูป
    หนังสือเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตในด้านการงานของคุณ อัญชลิน ผู้รับช่วงต่อกิจการนายหน้าประกันภัยตั้งแต่ยังเป็นธุรกิจครอบครัว จนกระทั่งสามารถทำให้ธุรกิจของเขาเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัยรายแรกที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทนั้นคือ บริษัท TQM คุณอัญชลินได้เล่าถึงชีวิตการทำงานตั้งแต่แรก กระทั่งผิดหวังในความหวังครั้งแรก และได้พบกับความหวังครั้งที่สอง ที่ทำให้เค้าประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน ส่วนเรื่องราวจะเป็นเช่นไร ต้องไปติดตามอ่านกันค่ะ
    อ่านเล่มนี้แล้วได้กำลังใจในการใช้ชีวิตมากค่ะ ทำให้รู้สึกว่า ความผิดหวัง เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต อยู่ที่ว่า เราจะก้าวผ่านความผิดหวังนั้น แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างไร ให้ชีวิตเราดีขึ้นและหลีกเลี่ยงความผิดหวังแบบเดิมๆอีก เป็นบทเรียนชีวิตที่น่าอ่านมากค่ะ แนะนำเลยจ้า

    ขอบคุณรูปจาก TK Read

    6. เรื่อง “เชกเกอร์ ค็อกเทลแก้วนี้มีอดีตที่หายไป” เขียนโดย Lee Hee Young แปลโดย ทรรศิกา จางวิบูลย์ สำนักพิมพ์ Lumi
    หนังสือเรื่องนี้ เป็นเรื่องแนวแฟนตาซีฮีลใจที่เล่าถึงชายหนุ่มในวัยทำงานที่กำลังจะขอแฟนสาวแต่งงาน แต่มีปมในใจบางเรื่องกับอดีตเพื่อนรัก และได้รับโอกาสให้ย้อนกลับไปในอดีตโดยการดื่มค็อกเทลจากเชกเกอร์ของชายปริศนาในบาร์ลึกลับแห่งหนึ่ง เราก็ต้องมาลุ้นกันว่า ชายหนุ่มคนนี้จะกลับไปแก้ไขอดีตของเขาได้ไหม แล้วสุดท้ายแล้วเค้ากับแฟนสาวจะลงเอยอย่างไร
    อ่านแล้วก็ร่วมลุ้นไปกับพระเอกของเรื่องนะคะว่า เขาจะแก้ไขอดีตของเขาหรือไม่ แล้วแก้ไขอย่างไร แล้วความจริงแล้ว เราควรแก้ไขอดีตที่ไม่เป็นอย่างใจเราหรือไม่ ต้องมาหาคำตอบจากหนังสือเล่มนี้กันค่ะ แนะนำให้อ่านจ้า

    ขอบคุณรูปจาก www.13357.co

    7. เรื่อง “หนึ่งนับวันนิรันดร” เขียนโดย กิตติศักดิ์ คงคา สำนักพิมพ์ 13357
    สำหรับเรื่องนี้ ยกให้เป็นเรื่องที่ทำงานกับความรู้สึกเราได้แบบสุดๆค่ะ โดยเรื่องราวจะกล่าวถึงนางเอกชื่อ “เพียงขวัญ” ที่ชีวิตเปลี่ยนไปทันที หลังการมาถึงของพ่อบ้านคนใหม่ ที่มีดีกรีปริญญาเอกด้านฟิสิกส์จักรวาลจากต่างประเทศ และมักถกกับเธอเรื่อง “ทฤษฏีการข้ามเวลา” อย่างกับว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง สิ่งประหลาดเริ่มเกิดขึ้น เมื่อมีวัตถุที่ เพียงขวัญ ไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏขึ้นในห้องของเธอ พร้อมกับความฝันเหมือนได้เดินทางข้ามเวลาของเธอ ทำให้เธอเกิดความสงสัยในตัวพ่อบ้านคนนี้ พร้อมทั้งเหตุการณ์เหมือนฝันต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็ต้องมาติดตามกันว่า เรื่องการเดินทางข้ามเวลานี้ มีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ความรู้สึกอยากเป็นอิสระของเพียงขวัญเท่านั้น
    อ่านเล่มนี้แล้วเจอหักมุมแบบเหวอไปเลย ทั้งแอบเศร้าและซึ้งด้วย ชอบมากค่ะ คุณกิตติศักดิ์เขียนได้ดีจริงๆ เป็นผลงานที่น่าติดตามอีกเรื่องหนึ่ง นอกเหนือจากซีรีย์นักสืบสองพี่น้องค่ะ แนะนำเลย ใครอ่านแล้วมาเม้าท์กันที่คอมเมนต์ด้านล่างได้นะคะ

    ก็จบแล้วนะคะ สำหรับรีวิวหนังสือที่อ่านไปในเดือน มิ.ย.ปี 2569 นี้ จะบอกว่าหนังสือที่เราอ่านไปในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. เกือบทั้งหมดเป็นอีบุ๊กที่อ่านฟรีในแอป TK Read นะคะ ถ้าคุณผู้อ่านไม่รู้จักแอปนี้ ขอเชิญไปดูคลิปแนะนำแอปนี้ได้ที่ช่อง Youtube ของเรา คือช่อง Ladylada195 ค่ะ ยกเว้นเรื่อง “หนึ่งนับวันนิรันดร” ที่เราได้อุดหนุนสำนักพิมพ์ 13357 ในงานหนังสือรอบเดือนมี.ค. ปีนี้ค่ะ แล้วคุณผู้อ่านได้อ่านหนังสือหรืออีบุ๊กเรื่องไหนในเดือนนี้ไปบ้างไหมคะ มาแชร์หรือมาป้ายยากันได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างนะคะ สำหรับวันนี้ ขอบคุณและสวัสดึค่ะ

    #รีวิวหนังสือ #หนังสือน่าอ่าน #ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ #หนุ่มเมืองจันท์ #เพียงชายคนนี้ (ยังคง) เป็นอาจารย์พิเศษ ฉบับ 16 ปีแห่งความหวัง (?) #ยินดีต้อนรับสู่ร้านเบนโตะโคฮานะ #ความหวังครั้งที่สอง #เชกเกอร์ ค็อกเทลแก้วนี้มีอดีตที่หายไป #หนึ่งนับวันนิรันดร #มติชน #แซลมอน #นานมีบุ๊คส์ #ลูป #Lumi #13357

  • รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน พ.ค.’69

    Published on July 8, 2026               Time to read : 2-3 minutes

    สวัสดีค่ะ ขออภัยนะคะที่รีวิวหนังสือเดือนพฤษภาคมมาเลทมาก พอดีมีเรื่องทางบ้านค่ะ ทำให้ไม่สามารถลงบทความได้ตามเวลาค่ะ สำหรับในเดือน พฤษภาคม 2569 เราได้อ่านหนังสือไปทั้งหมด 6 เล่มด้วยกันค่ะ ดังนี้จ้า

    ในเดือน พฤษภาคม หนังสือที่เราได้อ่านจะมี 3 เล่ม เป็นหนังสือที่เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ ซึ่งเป็นหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตนเอง ในซีรีย์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ทั้ง 3 เล่มดังนี้ค่ะ

    1. เรื่อง “ไม่มีครั้งสุดท้ายสำหรับโอกาส” (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ลำดับที่ 36) เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์ มติชน

    หนังสือเรื่องนี้พูดถึง “โอกาส” ว่า ใครๆก็หวังว่าจะพบประสบเจอสิ่งนี้ และคว้ามันเอาไว้ให้ได้ โดยผู้เขียน หนุ่มเมืองจันท์ ได้นำเสนอไว้ว่า…

    ”ผมเชื่อว่า “โอกาส” น่าจะมีรูปแบบอื่นที่เราไม่ต้องรอคอย
    แต่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยมือของเราเอง
    ขอเพียงแค่มีความหวัง
    และลงมือทำเท่านั้นเอง“

    เราจะสามารถค้นพบโอกาสนั้นได้อย่างไร สามารติดตามอ่านได้ในหนังสือเล่มนี้ค่ะ
    หลังจากได้อ่านก็รู้สึกว่า อ่านเพลินตามสไตล์หนุ่มเมืองจันท์ และได้ไอเดียใหม่ๆในการมองให้เห็นโอกาส และสร้างโอกาสขึ้นให้ได้ด้วยตัวเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาโชคชะตาแต่เพียงอย่างเดียวค่ะ แนะนำให้อ่านจ้า

    2. เรื่อง “เพราะเราก้าวเดินจึงเกิดทาง“ (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ฉบับพิเศษ) เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์ มติชน

    หนังสือเล่มนี้พูดถึง “ทาง” หรือ การเริ่มต้นใหม่ที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวของเราเอง ดังเช่นที่ หนุ่มเมืองจันท์ได้กล่าวถึงในหนังสือ ว่า…

    “มีคนเคยบอกว่าทุกที่ในโลกแต่เดิมเป็น “ป่า”
    จนเมื่อเราก้าวเดิน
    “ทาง” จึงเกิด
    การเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
    เรากลัวทางใหม่ เพราะเราไม่คุ้นชิน
    แต่ถ้านึกย้อนเวลากลับไป เราเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ
    และทุกครั้งที่เริ่มต้น เรามักจะกลัว
    แต่สุดท้ายเมื่อเราคุ้นชิน “ทางใหม่” ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย
    และอาจดีกว่าเส้นทางเดิมที่เราเคยก้าวเดินก็ได้“

    หลังจากที่ได้อ่านก็ได้ความรู้สึกฮึกเหิมในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ และช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นจากปัญหา กล้าเผชิญทางใหม่ด้วยความหวัง และกำลังใจ แนะนำให้อ่านค่ะ

    3.เรื่อง “โลกนี้ไม่มีใครที่ไร้ค่า“ (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ลำดับที่ 35) เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์ มติชน

    หนังสือเล่มนี้พูดถึง “คุณค่า” ของคนเราว่า “ไม่มีใครที่ไร้ค่า เพียงแต่ทุกคนมี “คุณค่า” ในแบบอย่างที่แตกต่างกันออกไป” ดังที่ หนุ่มเมืองจันท์ ได้เอ่ยถึงในคำนำของหนังสือเล่มนี้ว่า…

    “ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้จะมีใครที่ไร้ค่า
    ทุกคนมี “ตุณค่า”
    แต่เพียงเป็น “คุณค่า” ที่แตกต่างกัน
    บางคนอาจเป็น “ดาวฤกษ์” ที่มีแสงในตัวเอง
    แต่บางคนเป็น “ดวงจันทร์” ที่รอแสงความเชื่อมั่นจากกลุ่มคนที่เห็นคุณค่าในตัวเรา
    เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะเปล่งประกายออกมา
    โลกเราไม่ได้ต้องการแค่ความร้อนแรงจากแสงดวงอาทิตย์
    แต่ยังต้องการความสว่างเย็นจากดวงจันทร์ในยามค่ำคืน
    ทุกสิ่งมีคุณค่าที่แตกต่างกัน”

    อ่านแล้วก็รับรู้ได้ถึงพลังใจที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อให้เราเห็นคุณค่าในตัวเราเอง และไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา แม้ว่าวันนี้แสงของเราอาจจะยังไม่ได้ส่องสว่างเท่าใดนัก แต่ในวันนึงเมื่อถึงเวลาของเรา แสงนั้นของเราก็จะส่องประกายให้ใครๆรวมถึงตัวเราได้เห็นเอง ทำให้รู้สึกมีกำลังใจและมีแรงสู้ต่อโชคชะตาที่อาจจะไม่ได้เข้าข้างเราในวันนี้ต่อไปค่ะ แนะนำให้อ่านเช่นกันค่ะ ภาษาอ่านง่าย อ่านเพลินแถมได้สาระไปเต็มๆค่ะ

    4. เรื่อง “100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก” เขียนโดย เอเลนา ฟาวิลลี และ ฟรันเชสกา คาวัลโล แปลโดย สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท, ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ และ พลอยแสง เอกญาติ สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์

    หนังสือเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่อยู่ในประเทศต่างๆในโลกนี้เป็นจำนวน 100 คน เล่าถึงเรื่องราวที่เธอเหล่านั้นได้แสดงออกและสร้างคุณูปการให้แก่ผู้หญิงทั่วโลกทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้รับรู้ ให้เราเหล่าสตรีทั่วโลกไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ได้กำหนด ขีดเส้นเราซึ่งเป็น “ผู้หญิง” ไว้ ให้เป็นแค่ที่สองรองจากชาย

    อ่านแล้วก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของผู้หญิงในยุคสมัยต่างๆกัน ว่าเธอเหล่านั้นได้ทำให้โลกใบนี้ได้เห็นว่า ผู้หญิงคนนึงทำอะไรได้บ้าง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายและสามารถเป็นผู้นำได้เช่นกัน ได้พลังใจไปเต็มๆค่ะ ใครที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ของเหล่าสตรีที่เป็นที่รำลึกของโลกใบนี้ ก็หามาอ่านตามได้นะคะ

    5. เรื่อง “ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว” เขียนโดย ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย สำนักพิมพ์ แซลมอน

    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนวสารคดี ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของผู้คนต่างสาขาอาชีพ โดยคุณปาณิสผู้เขียน ได้ติดตามและบันทึกเรื่องราวมานำเสนอให้เราได้อ่านจากเรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนแต่ละคนในเรื่อง ถึงแม้จะเป็นหนังสือแนวสารคดี แต่ก็ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ อ่านแล้วก็เพลิน แถมยังได้รับรู้ข้อมูลจริงของผู้คนแต่ละสาขาอาชีพ อยู่กันคนละที่ แต่ทุกคนก็ยังมีและรอว่าเมื่อไหร่ “ความหวัง” ในชีวิตที่ดีกว่าจะกลายเป็นจริง คุณปาณิสได้เขียนและตีแผ่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้เราได้รับรู้อย่างจริงจังและจริงใจค่ะ แนะนำให้อ่านอีกเช่นกันค่ะ

    6. เรื่อง “Someone Only I Know ยินดีที่ให้รู้จัก” เขียนโดย วรากร เพชรเยียน สำนักพิมพ์ แซลมอน

    หนังสือเรื่องนี้เขียนจากบันทึกเรื่องราวจริงที่แอร์โฮสเตสสาวได้พบเจอในสมัยที่เธอประกอบอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส เธอเล่าถึงประสบการณ์ที่พบเจอในแต่ละเที่ยวบินให้เราได้รับรู้ว่า คนแปลกหน้าที่เราได้เจอในชีวิต อาจจะทำให้เรามีความรู้สึกในแง่ต่างๆ ที่มีทั้งดีและอาจจะไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ แต่คนเหล่านั้นก็ฝากประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์์นั้นๆไปด้วยกัน ดังที่ผู้เขียนได้เกริ่นไว้ในตอนท้ายของบทนำว่า…

    “เชื่อว่าเรื่องของเรากับเหล่าคนแปลกหน้าอาจเข้าไปซ้อนทับกับเรื่องราวและความรู้สึกของคุณไม่มากก็น้อย
    โปรดอ่านอย่างเชื่องช้า ค่อยๆให้เที่ยวบินเหล่านี้พาคุณไปนึกถึงคนแปลกหน้าที่เคยผ่านเข้ามา ย้อนมองเหตุการณ์ที่เคยเจอหรือความรู้สึกที่เคยสัมผัส
    และไม่ว่าคนคนนั้นจะทำให้ใจเจ็บหรือยิ้มจนแก้มปริแค่ไหน เราก็อยากชวนคุณมาขอบคุณคนเหล่านั้นที่เข้ามาทำให้เราค้นเจอตัวเอง ขอบคุณที่เป็นบทเรียนให้เราเติบโต และขอบคุณที่ทำให้คำว่า ‘ยินดีที่ได้รู้จัก’ มีความหมายมากกว่าแค่การได้พบกัน”

    ก็จบแล้วนะคะสำหรับรีวิวหนังสือที่อ่านในเดือนพฤษภาคม 2569 หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ข้อมูลหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่น่าอ่านไปบ้างนะคะ สำหรับวันนี้ ขอบคุณและสวัสดึค่ะ 

    #รีวิวหนังสือ #หนังสือน่าอ่าน #ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ #หนุ่มเมืองจันท์ #100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก #ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว #Someone Only I Know ยินดีที่ให้รู้จัก

  • รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน เม.ย.’69 (ุ6-8/8) : ซีรีย์ “่ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” โดย หนุ่มเมืองจันท์

    Published on May 15, 2026               Time to read : 2-3 minutes

    ในเดือนเมษายนนี้ ดิฉันก็ได้อ่านหนังสือในซีรีย์ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของ หนุ่มเมืองจันท์ ไป 3 เล่มด้วยกันดังนี้ค่ะ

    1.เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน

    สำหรับหนังสือชุด “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของ หนุ่มเมืองจันท์ หรือ คุณ สรกล อดุลยานนท์ เล่มนี้ที่ชื่อว่า “เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน” ถือเป็นเล่มที่มีโทนเรื่องอบอุ่นและใกล้ตัวมากที่สุดเล่มหนึ่งในซีรีส์นี้ค่ะ

    เราสามารถสรุปเนื้อหาของหนังสือได้ตามประเด็นหลักๆ ดังนี้ค่ะ

    🏠 แนวคิดหลัก: สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมักสำคัญที่สุด

    ชื่อหนังสือ “เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน” สื่อถึงการหยิบยกเรื่องราวที่เราพบเจอได้ทุกวันในครอบครัว ในบ้าน หรือในชีวิตประจำวัน มาถอดรหัสความคิดใหม่ โดย…

    • การมองมุมกลับ: หนุ่มเมืองจันท์มักจะเปลี่ยนเรื่องที่ดูเหมือนจะ “ธรรมดา” ให้กลายเป็นเรื่อง “ไม่ธรรมดา” ด้วยมุมมองที่เป็นบวกและสร้างสรรค์

    • ความสุขที่หาได้ง่าย: เนื้อหาในหนังสือได้เน้นย้ำว่าบางครั้งความสำเร็จหรือความสุขที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ที่ความเข้าใจคนในบ้านหรือการจัดการใจตัวเองในเรื่องเล็กๆค่ะ

    ✨ จุดเด่นของหนังสือ

    1. ภาษาที่อ่านง่ายและมีอารมณ์ขัน

    งานเขียนของหนุ่มเมืองจันท์จะเป็นแนวการเล่าเรื่องเหมือน “รุ่นพี่คุยกับรุ่นน้อง” หรือ “เพื่อนคุยกับเพื่อน” คือมีความขี้เล่น มีการเล่นคำ และมักจะจบด้วยข้อความที่ทิ้งทายให้เราอมยิ้มหรือได้คิดต่อ

    2. การผสมผสานระหว่าง “ธุรกิจ” และ “ชีวิต”

    แม้ผู้เขียนจะเป็นนักเขียนสายธุรกิจ แต่ในเล่มนี้เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า “หลักการบริหารธุรกิจที่ดี เริ่มต้นจากการบริหารชีวิตและครอบครัวที่ดี” หลายบทหยิบยกทฤษฎีการตลาดหรือการบริหารมาเปรียบเทียบกับเรื่องความสัมพันธ์ได้อย่างแนบเนียน

    3. การสร้างแรงบันดาลใจ

    เนื้อหาในเล่มจะเป็นการสอนแบบเล่าเรื่อง (Storytelling) ผ่านบุคคลที่ประสบความสำเร็จ หรือคนธรรมดาที่มีวิธีคิดที่น่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงพลังและอยากจะปรับเปลี่ยนมุมมองของตัวเองให้ดีขึ้นตาม

    💡 ข้อคิดบางส่วนที่คุณจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้

    • ความธรรมดาคือความพิเศษ: ในโลกที่ทุกคนต้องการที่จะโดดเด่น หนังสือเล่มนี้ชวนให้เรากลับมาเห็นคุณค่าของความธรรมดาและความเรียบง่าย

    • มุมมองเปลี่ยน โลกเปลี่ยน: ปัญหาเดิมที่เคยเจอในบ้านหรือที่ทำงาน ถ้าลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ เราอาจจะพบทางออกที่ง่ายจนนึกไม่ถึง

    • พลังของความ “อารมณ์ดี”: การใช้ชีวิตด้วยอารมณ์ขันเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้เราผ่านเรื่อง “สามัญประจำบ้าน” ที่น่าหงุดหงิดไปได้

    เล่มนี้เหมาะกับใคร?

    • คนที่กำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับชีวิต และต้องการ “ยารักษาใจ” ที่อ่านง่าย ไม่หนักสมอง

    • คนที่ชอบอ่านบทความสั้นๆ ที่จบในตอน

    • แฟนคลับ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ที่ต้องการเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจในแง่มุมของความสัมพันธ์และครอบครัว

    สรุปได้ว่าเล่มนี้เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ทางความคิด ที่ควรมีไว้ติดชั้นหนังสือ เมื่อไหร่ที่รู้สึกวุ่นวายใจ หยิบมาอ่านสักสองสามบทก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนะคะ

    2. ให้ความสุขตามหาเรา

    สำหรับหนังสือ “ให้ความสุขตามหาเรา” ซึ่งเป็นผลงานในซีรีส์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ของ หนุ่มเมืองจันท์ เล่มนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การ “ปรับจูนความหมายของความสุข” ในโลกที่วุ่นวายเร่งรีบค่ะ

    หาก “เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน” เน้นที่เรื่องใกล้ตัว เล่มนี้จะขยับมาพูดถึงการตั้งเข็มทิศในใจ เพื่อให้เราไม่วิ่งไล่ตามความสุขจนเหนื่อยเกินไป แต่ใช้ชีวิตในแบบที่ “ดึงดูด” ความสุขให้เข้ามาหาเราแทน โดยมีจุดเด่นดังนี้ค่ะ

    🧭 แนวคิดหลัก: เมื่อหยุดวิ่ง…ความสุขจะตามมาทัน

    หนังสือเล่มนี้ตั้งสมมติฐานที่น่าสนใจว่า หลายครั้งที่เราไม่มีความสุข ไม่ใช่เพราะเรา “หาความสุขไม่เจอ” แต่เป็นเพราะเรา “วิ่งเร็วเกินไป” จนความสุขที่เดินตามหลังเรามานั้นตามไม่ทัน

    • ความสุขเป็นผลพลอยได้: ผู้เขียนสื่อว่าความสุขไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่จะต้องไปให้ถึง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่เราทำในสิ่งที่รัก หรือทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น แล้วเราก็จะได้รับความสุขเช่นกัน

    • การจัดลำดับความสำคัญ: เราควรเน้นเรื่องการเลือก “ทิ้ง” สิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับความสุขจะได้เข้ามาแทรกตัวอยู่

    ✨ สไตล์การเล่าเรื่อง

    1. การถอดรหัสจากมหาเศรษฐีและคนตัวเล็ก

    หนุ่มเมืองจันท์มักจะหยิบยกบทสัมภาษณ์หรือเรื่องราวของนักธุรกิจระดับประเทศมาเล่าใหม่ในแง่มุมที่ “เข้าใจง่าย” เขามักจะถามถึงวิธีคิดที่ทำให้คนเหล่านั้นยิ้มได้ท่ามกลางวิกฤตในชีวิต

    2. พลังของ “คำคม” และ “การเล่นคำ”

    เอกลักษณ์การเขียนที่หาตัวจับยากของ หนุ่มเมืองจันท์ คือการตั้งชื่อตอนและการทิ้งท้ายบทความด้วยคำคมที่ “โดนใจ” เป็นคำสั้นๆ ที่อ่านแล้วต้องหยุดคิด หรือบางครั้งก็เป็นมุกตลกที่ซ่อนแง่คิดคมๆ เอาไว้

    3. โทนเรื่องที่มองโลกในแง่ดี 

    แม้จะพูดถึงเรื่องธุรกิจที่เคร่งเครียดหรือปัญหาชีวิตที่หนักหน่วง แต่หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกว่า “ทุกอย่างมีทางออก” และ “ในเรื่องแย่ๆ มักจะมีมุมดีๆ ซ่อนอยู่เสมอ”

    💡 ข้อคิดสำคัญที่ได้จากเล่มนี้

    1. ความสุขคือ “ทักษะ”: เราสามารถฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีความสุขได้ โดยเริ่มจากการฝึกมองเห็นความสุขเล็กๆน้อยๆของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

    2. ใช้ชีวิตแบบ “พอดี”: การมีความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี แต่ต้องรู้จุดที่ตัวเองพอใจ เพราะถ้าเส้นชัยขยับหนีไปเรื่อยๆ เราจะไม่มีวันได้สัมผัสคำว่า “ความสำเร็จที่แท้จริง”

    3. พลังของการแบ่งปัน: ยิ่งเราหยิบยื่นความสุขให้คนอื่นมากเท่าไหร่ ความสุขนั้นจะสะท้อนกลับมาหาเราเองโดยไม่ต้องร้องขอ

    ทำไมเล่มนี้จึงน่าอ่าน?

    ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความกดดันและการเปรียบเทียบ “ให้ความสุขตามหาเรา” ทำหน้าที่เหมือนเพื่อนคู่คิดที่มาตบไหล่เบาๆ แล้วบอกว่า “เฮ้ย ใจเย็นๆ ลองหยุดพัก หายใจลึกๆ แล้วมองดูรอบตัวสิ ความสุขมันมาถึงตั้งนานแล้ว”

    เล่มนี้เหมาะมากสำหรับอ่านช่วงก่อนนอน หรืออ่านในช่วงเวลาที่ต้องการเติมพลังบวกให้กับตัวเองค่ะ

    3. แค่เริ่มต้นไหม่ ไม่ใช่พ่ายแพ้

    สำหรับหนังสือ “แค่เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่พ่ายแพ้” ของ หนุ่มเมืองจันท์ เล่มนี้ถือเป็น “หนังสือสร้างพลังใจ” ที่ออกมาได้ถูกจังหวะเวลา โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังเผชิญกับความล้มเหลว ความผิดหวัง หรืออยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตค่ะ

    แก่นของเล่มนี้เป็นการปลอบประโลมและผลักดันให้เรากล้าที่จะ “เริ่มต้นใหม่” โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ

    🔄 แนวคิดหลัก: ล้มได้ แต่ต้องลุกให้เป็น

    ความหมายของชื่อเรื่อง “แค่เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่พ่ายแพ้” คือการปรับทัศนคติที่มีต่อความล้มเหลว ผู้เขียนต้องการบอกว่า การที่อะไรบางอย่างจบลง หรือการที่เราต้องนับหนึ่งใหม่ ไม่ได้แปลว่าเราแพ้ แต่มันคือการได้รับ “โอกาสครั้งที่สอง” ในเวอร์ชันที่เราฉลาดและเก่งขึ้นกว่าเดิม

    • ความล้มเหลวคือครู: หนุ่มเมืองจันท์มักจะหยิบเรื่องราวของคนที่เคย “ล้ม” มาก่อน แล้วนำเสนอว่าเขาลุกขึ้นมาสร้างรากฐานใหม่ได้อย่างไร

    • นิยามของชัยชนะ: ชัยชนะไม่ใช่การไม่เคยแพ้ แต่คือการที่เรายังกล้าจะก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้อาจจะยังมองไม่เห็นเส้นชัยในปัจจุบัน

    ✨ จุดเด่นของหนังสือ

    1. การเปลี่ยน “แผล” เป็น “พลัง”

    ในเล่มนี้จะรวบรวมเรื่องราวของนักธุรกิจและบุคคลตัวอย่างที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหนักๆ (โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงของโลก) ผู้เขียนได้ถอดรหัสออกมาว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขากลับมายืนได้ไม่ใช่แค่ “เงิน” แต่คือ “วิธีคิด” 

    2. ภาษาที่ให้พลัง 

    สไตล์การเขียนเล่มนี้จะมีความฮึกเหิมกว่าเล่มอื่นเล็กน้อย มีการใช้คำเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน เช่น การเปรียบชีวิตกับการแข่งกีฬา หรือการเดินทางที่ไม่มีทางตัน มีแต่ทางเบี่ยง

    3. “อารมณ์ขัน” ท่ามกลางหยาดน้ำตา

    แม้จะเป็นเรื่องของความพ่ายแพ้ แต่หนุ่มเมืองจันท์ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความขี้เล่นไว้ได้ เขาทำให้เรื่องที่ดูเป็น “เรื่องเศร้า” เบาลง จนเรากล้าที่จะหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง

    💡 3 ข้อคิดที่ได้จากเล่มนี้

    1. ชีวิตไม่มีทางตัน มีแต่เส้นทางใหม่: เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูบานอื่นจะเปิดขึ้นเสมอ เพียงแต่เรามักจะมัวแต่มองประตูที่ปิดไปจนมองไม่เห็นบานที่เปิดใหม่

    2. ไม่มีใครสำเร็จได้ตั้งแต่ครั้งแรก การเริ่มต้นใหม่บ่อยๆ คือการขัดเกลาตัวเองให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากขึ้น

    3. อย่าให้ความพ่ายแพ้มานิยามตัวเรา: เราอาจจะแพ้ในเกมหนึ่ง แต่เราไม่ใช่ “คนแพ้” ตราบใดที่เรายังคงเป็นผู้เล่นเกมที่ยังอยู่ในสนาม

    หนังสือเรื่องนี้เหมาะกับใคร?

    • คนที่เพิ่งตกงาน ธุรกิจมีปัญหา หรือผิดหวังจากความสัมพันธ์

    • คนที่รู้สึกว่าตัวเอง “ล้มเหลว” เมื่อเทียบกับเพื่อนในรุ่นเดียวกัน

    • คนที่ต้องการแรงฮึดในการปั้นโปรเจกต์ใหม่ๆ

    สรุปสั้นๆ หนังสือเล่มนี้เหมือน “เพื่อนที่เดินเข้ามาตบไหล่ตอนที่เรานั่งก้มหน้าเพราะความผิดหวัง แล้วชี้ให้เราดูเส้นทางใหม่ที่สวยงามไม่แพ้กัน” ค่ะ

    ก็จบแล้วนะคะสำหรับรีวิวหนังสือที่อ่านในเดือนเมษายน ถ้ามีคอมเมนต์อะไรก็ฝากไว้ใต้บทความข้างล่างนะคะ ผู้อ่านสามารถสมัครเป็นสมาชิกเว็บนี้ได้ ฟรี ! ที่หัวข้อด้านบนหน้านี้ที่ ‘Register as Member’ โดยเราจะส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อมีบทความใหม่ๆให้ค่ะ สำหรับวันนี้ ขอบคุณและสวัสดีค่ะ   

    #หนุ่มเมืองจันท์ #หนังสือหนุ่มเมืองจันท์ #ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ #เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน #ให้ความสุขตามหาเรา #แค่เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่พ่ายแพ้ #หนังสือดี #หนังสือน่าอ่าน #้งานหนังสือ #งานสัปดาห์หนังสือ

  • รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน เม.ย.’69 (5/8) : “หน้าที่กับนาทีชีวิต” โดย ฮิงาชิโนะ เคโงะ

    Published on May 14, 2026               Time to read : 1-2 minutes

    สำหรับหนังสือเล่มต่อไปที่เราได้อ่านในเดือนเมษายน ก็คือ “หน้าที่กับนาทีชีวิต” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่การสืบสวนหาตัวคนร้าย แต่ยังเจาะลึกถึงจริยธรรมของวิชาชีพแพทย์และความหมายของคำว่า “หน้าที่” อย่างเข้มข้นค่ะ

    เนื้อเรื่องเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง “ความมุ่งมั่นที่จะรักษาชีวิต” กับ “ความแค้นที่ต้องการจะทำลาย” โดยมีฉากหลังเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยความกดดัน

    📖 เรื่องย่อและตัวละครหลัก

    เรื่องราวเล่าผ่านตัวละครหลักสองฝั่งที่มีจุดมุ่งหมายต่างกันสุดขั้ว:

    • ตัวละครแรกก็คือ ฮิมูโระ ยูกิ: แพทย์หญิงที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์หัวใจระดับแนวหน้า เธอต้องแบกรับความกดดันจากการผ่าตัดเคสยากๆ และความจริงเบื้องหลังการตายของพ่อตัวเองที่เคยผ่าตัดในโรงพยาบาลแห่งนี้

    • ตัวละครที่สองคือ ชายปริศนา: ผู้ที่สูญเสียคนรักไปจากอุบัติเหตุที่ผิดพลาดในอดีต เขาตัดสินใจแก้แค้นโรงพยาบาลด้วยการส่งจดหมายขู่และวางแผนก่อวินาศกรรม

    ⚡ จุดเด่นของหนังสือ

    1. ความหมายของคำว่า “หน้าที่” 

    หนังสือตั้งคำถามให้เราได้คิดว่า “หน้าที่ที่แท้จริงคืออะไร?” ระหว่างหน้าที่ในฐานะแพทย์ที่ต้องรักษาชีวิตคนไข้ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร กับหน้าที่ในฐานะมนุษย์ที่อยากจะค้นหาความยุติธรรมให้ครอบครัว

    2. ความสมจริงทางการแพทย์

    อาจารย์เคโงะขึ้นชื่อเรื่องการหาข้อมูลที่แม่นยำ ในเล่มนี้เขาบรรยายฉากการผ่าตัดหัวใจและสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลได้สมจริงจนผู้อ่านรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องผ่าตัดด้วยจริงๆ ทำให้ความตื่นเต้นสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

    3. การดำเนินเรื่องที่แข่งกับเวลา

    ชื่อหนังสือที่มีคำว่า “นาทีชีวิต” สื่อถึงจังหวะของเรื่องได้ดีมาก เพราะคนร้ายอาศัยช่วงเวลาที่แพทย์กำลังวิกฤตกับคนไข้ตรงหน้าในการเริ่มแผนการร้าย ทำให้ผู้อ่านต้องลุ้นว่ายูกิจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อต้องเลือกระหว่างการรักษาคนไข้กับการหยุดยั้งหายนะ

    💡 ข้อคิดที่ได้

    • ความผิดพลาดและการปกปิด: หนังสือสะท้อนให้เห็นว่าความผิดพลาดทางการแพทย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่การเลือกที่จะปกปิดความจริงต่างหากที่สร้าง “ปีศาจ” ขึ้นมาในใจของผู้สูญเสีย

    • หัวใจของความเป็นครูและศิษย์: ความสัมพันธ์ระหว่างยูกิกับอาจารย์หมอนาโอกิที่เป็นมือหนึ่งด้านการผ่าตัด แสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดอุดมการณ์และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

    • การอุทิศตน: แม้จะมีความแค้นหรือความเศร้าส่วนตัว แต่ “นาทีชีวิต” ของคนไข้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอ

    ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดเล่มนี้ ?

    หากคุณชอบงานของอาจารย์เคโงะที่เน้นไปทาง Drama-Thriller มากกว่าแนวสืบสวนจ๋าๆ เล่มนี้ตอบโจทย์มากค่ะ เพราะมันบีบคั้นหัวใจและสะท้อนความเปราะบางของชีวิตมนุษย์ได้อย่างงดงาม

    #หน้าที่กับนาทีชีวิต #ฮิงาชิโนะ เคโงะ #หนังสือน่าอ่าน #นิยายสืบสวน #งานหนังสือ #งานสัปดาห์หนังสือ

  • รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน เม.ย.’69 (2-4/8) : หยุดหัวใจไว้ที่นาย เล่ม 3-5 (Heartstopper)

    Published on May 7, 2026               Time to read : 1-2 minutes

    สวัสดีค่ะ สำหรับหนังสือที่อ่านในเดือนเมษายนอีก 3 เล่มถัดไปคือกราฟิกโนเวลชุด “หยุดหัวใจไว้ที่นาย” (Heartstopper) โดย Alice Oseman เล่ม 3 ถึง 5 โดยในสามเล่มนี้จะพูดถึงการก้าวข้ามจากช่วงเวลา “ตกหลุมรัก” ในสองเล่มแรก เข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในแง่ของความเปราะบางทางจิตใจและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ค่ะ โดยสรุปเนื้อหาของแต่ละเล่มมีดังนี้ค่ะ…

    🍂 Heartstopper เล่ม 3: จะพูดถึงการทัศนศึกษาที่ปารีสและการเปิดตัวว่าคบกันของนิกและชาร์ลี

    ในเล่มนี้ นิกและชาร์ลีเดินทางไปทัศนศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับเพื่อนๆ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คือ…

    • การที่นิกพยายามหาจังหวะและวิธีที่จะบอกเพื่อนๆ ว่าเขากับชาร์ลีคบกัน ซึ่งเต็มไปด้วยความประหม่าแต่ก็อบอุ่นหัวใจ

    • เราจะได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคู่เทาและเอลล์ รวมถึงคู่ของดาร์ซี่และทาร่าที่พัฒนาไปพร้อมๆกับความสัมพันธ์ของนิกและชาร์ลีในบรรยากาศโรแมนติกของกรุงปารีส

    • เริ่มมีการพูดถึงปัญหาเรื่องพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติของชาร์ลี ซึ่งจะเป็นประเด็นหลักในเล่มถัดไป

    ❄️ Heartstopper เล่ม 4: จะพูดถึงบทพิสูจน์ของความรักและสุขภาพจิ

    เล่มนี้จะมีโทนเรื่องที่จริงจังและหนักแน่นกว่าเล่มอื่นๆ โดยเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับอุปสรรคทางจิตใจของชาร์ลีดังนี้…

    • ชาร์ลีต้องเผชิญกับภาวะพฤติกรรมการกินผิดปกติ และปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นจนต้องเข้ารับการบำบัด เล่มนี้สอนให้รู้ว่า “ความรักอย่างเดียวไม่สามารถรักษาโรคทางจิตใจได้” แต่การยอมรับและการให้กำลังใจคือหัวใจที่สำคัญในการรักษา

    • เราจะได้เห็นมุมมองของนิกที่ต้องเรียนรู้วิธีรับมือและอยู่เคียงข้างคนที่ตนรักโดยไม่เป็นการทำร้ายตัวเองจนเกินไป

    • ในท่ามกลางมรสุมชีวิต ทั้งนิกและชาร์ลีได้เรียนรู้ที่จะพูดคำว่า “รัก” อย่างมีความหมายและหนักแน่นกว่าเดิม

    🌸 Heartstopper เล่ม 5: จะพูดถึงก้าวต่อไปสู่อนาคตของทั้งคู่

    หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ ในเล่มนี้ทั้งคู่เริ่มมองไปถึงชีวิตในมหาวิทยาลัยและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ดังนี้…

    • เล่มนี้จะพูดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นที่การยินยอมและความพร้อมทางอารมณ์ของทั้งสองฝ่าย

    • การแยกจากกันเพื่อเติบโต: นิกต้องตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจทำให้เขาต้องอยู่ไกลจากชาร์ลี ทั้งคู่ต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อใจและรักษาความสัมพันธ์ที่ต้องอยู่ห่างกันในระยะยาวให้ได้

    • ความมั่นใจของชาร์ลี: เราจะเห็นชาร์ลีที่เริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และกล้าที่จะก้าวออกจากเซฟโซนของตัวเอง

    ข้อคิดสำคัญที่ได้จากทั้งสามเล่มคือ…

    1. ความรักไม่ใช่ยาที่จะรักษาได้ทุกโรค

    ข้อคิดที่เด่นชัดที่สุดในเล่ม 4 คือการทำความเข้าใจว่า ความรักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาโรคทางจิตใจได้

    • เมื่อคนที่เรารักป่วยทางใจ สิ่งที่ควรทำคือการสนับสนุนให้เขาได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ตัวเราที่จะพยายามแบกความรับผิดชอบในการรักษาไว้เพียงลำพัง

    2. พลังของการพูดคุยกันและการยินยอมของทั้งสองฝ่ายในความสัมพันธ์

    ในเล่ม 5 เรื่องราวเน้นไปที่ความสัมพันธ์ทางกายและการก้าวไปสู่อีกขั้นของชีวิตคู่

    • หนังสือย้ำเตือนเรื่อง ความพร้อม และ การยินยอม ว่าต้องมาจากความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ความกดดันทางสังคมหรือแค่อารมณ์ชั่ววูบ

    • การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเรื่องความกังวล เช่น ความกังวลเรื่องรูปร่างของชาร์ลี ช่วยลดความประหม่าและสร้างความเชื่อใจที่ดีขึ้นได้

    3. การรักษาตัวตนของเราในความสัมพันธ์

    เมื่อเข้าสู่เล่ม 5 ทั้งคู่ต้องเผชิญกับทางแยกของชีวิต

    • เราไม่จำเป็นต้องทิ้งอนาคตหรือความฝันของตัวเองเพื่ออยู่กับคนที่เรารักตลอดเวลา ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงคือการสนับสนุนให้อีกฝ่ายได้เติบโตในเส้นทางของตนเอง

    • ความรักที่ยั่งยืนคือ การที่คนสองคนที่ต่างก็มีความมั่นคงในจิตใจของตัวเองมาใช้ชีวิตร่วมกัน

    4. ความกล้าหาญในการเป็นตัวของตัวเอง

    ในทั้งสามเล่ม เราได้เห็นพัฒนาการของนิกในการยอมรับตัวตนในฐานะไบเซ็กชวล ทำให้เราเห็นว่า…

    • การเปิดเผยตัวตนควรเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป

    • เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกบอกเฉพาะคนที่เรารู้สึกสนิทใจด้วย และไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรับรู้หากเรายังไม่พร้อม

    5. ความสำคัญของกำลังใจจากคนรอบข้าง

    ความสัมพันธ์ของนิกและชาร์ลีไม่ได้มีกันแค่สองคน แต่ยังมีกลุ่มเพื่อนและครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

    • ครอบครัว: การมีแม่ที่เข้าใจอย่างแม่ของนิก หรือพี่สาวที่คอยเตือนสติ    อย่างทอรี่ มีผลอย่างมากต่อสภาพจิตใจของนิกและชาร์ลี

    • มิตรภาพ: เพื่อนที่ดีจะคอยเตือนเมื่อเราเริ่มสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองในความสัมพันธ์ และจะเป็นกำลังใจเมื่อเราพลาด

    โดยสรุปนะคะ Heartstopper เล่ม 3-5 สอนให้เรารู้จักรักอย่างมี “วุฒิภาวะ” โดยเป็นรักที่เข้าใจในขอบเขตความรักของตัวเอง รักที่ให้เกียรติกันเมื่อต้องเผชิญกับความป่วยไข้ และรักที่กล้าปล่อยให้อีกฝ่ายไปเติบโตในเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกเอง อ่านจบแล้วได้อะไรให้กับชีวิตในแง่ของความรักเยอะมากค่ะ เป็นหนังสือที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังค้นหาตัวเองในด้านความรัก หรือคนที่กำลังมีความรักอยู่โดยไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบไหน ความสัมพันธ์แบบใดก็อ่านได้นะคะ เพราะหนังสือทั้งสามเล่มให้เราได้มากกว่าความเป็นกราฟิกโนเวลที่ดูน่ารักค่ะ

    #Heartstopper #หยุดหัวใจไว้ที่นาย #หนังสือ #หนังสือน่าอ่าน #หนังสือดี #งานหนังสือ #งานสัปดาห์หนังสือ

  • รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน เม.ย.’69 (1/8) : ‘BIZ-LIFE CRISIS‘ กรณีศึกษาวิกฤตทางธุรกิจที่ต้องอ่าน

    Published on Apr 10, 2026               Time to read : 2-3 minutes

    สวัสดีค่ะ สำหรับเดือนเมษายนนี้ ดิฉันอ่านหนังสือไปทั้งหมด 8 เล่มค่ะ โดยบทความนี้จะขอพูดถึงหนังสือเล่มแรกคือเรื่อง ‘BIZ-LIFE CRISIS ธุรกิจวิกฤตเอง’ ผู้เขียนคือ คุณโสภณ ศุภมั่งมี ซึ่งจบการศึกษาจาก University of Washington สาขา Computer science ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นอดีตโปรแกรมเมอร์ที่บริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังอย่าง ‘ไมโครซอฟท์’ และลาออกมาช่วยกิจการที่บ้าน ด้วยความรักในการเขียน เค้าได้มีผลงานการเขียนและงานแปลมาแล้ว อย่างเช่น The Nerd of Microsoft และ Stay Busy,Stay Foolish สตาร์ทอัพนับหนึ่ง เป็นต้น ปัจจุบันเขาเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ Post Today 

    สำหรับหนังสือ BIZ-LIFE CRISIS เล่มนี้ เป็นของสำนักพิมพ์ลูป มีจำนวน 272 หน้า ราคา 370 บาท แต่ดิฉันได้จองและอ่านจากแอปของ TK Read ฟรีค่ะ อย่างที่เคยเขียนไว้ในบทความหนังสือที่อ่านเดือนมีนาคมว่า เราก็สมัครสมาชิกในแอป จองหนังสือ และรอแอปมาเตือนให้ยืมหนังสือได้ เท่านั้นอ่ะค่ะ ถ้าเราไม่รีบร้อนมากก็อ่านได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ประหยัดเงินไปอีก แค่ต้องใจเย็นๆค่ะ

    สำหรับเนื้อหาในหนังสือก็จะพูดถึงวิกฤตของธุรกิจชื่อดังต่างๆ โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 18 บทตามจำนวนธุรกิจต่างๆที่พูดถึง โดยจะมีธุรกิจหลายประเภทด้วยกัน ตั้งแต่ Uber, BlackBerry, Top Shop, Victoria’s Secret, Blockbuster ไปจนถึง Yahoo ! และ Toys “R” Us ซึ่งบางธุกิจก็ยังรอดจากวิกฤตและอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่หลายธุรกิจก็จบลงแบบน่าเสียดาย หนังสือจะเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ ความรุ่งโรจน์ จนกระทั่งเกิดปัญหา และจุดจบหรือวิธีเอาตัวรอดให้เราได้เป็นความรู้และกรณีศึกษา

    สรุปประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้

    🧭 1. เมื่อธุรกิจเจอวิกฤตทางธุรกิจเหมือน “วิกฤตในวัยกลางคน”

    หนังสือเปรียบเทียบว่า ธุรกิจที่ทำมาสักพักจนอยู่ตัว มักจะเจอจุดที่ “ไปต่อไม่ถูก” หรือ “หลงทาง” เหมือนคนช่วงวัยกลางคน เพราะ…

    • ความสำเร็จในอดีตเริ่มใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบัน

    • เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI เข้ามาทำลายโมเดลธุรกิจแบบเดิม 

    โดยเนื้อหาในหนังสือสอนให้เรายอมรับว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ” และการที่ธุรกิจเจอวิกฤตไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นสัญญาณว่าเราต้อง “ปรับปรุง” และ “พัฒนา” ได้แล้ว

    🧠 2. Mindset ของผู้อยู่รอด คือ “ล้มแล้วลุกไว” และ “การปรับตัว” ดังนี้…

    • การกล้าที่จะเปลี่ยนทิศทางธุรกิจเมื่อเห็นว่าแนวทางเดิมไปต่อไม่ได้ โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยสร้างมา เมื่อล้มแล้ว ต้องลุกให้ไว

    • ในยุคที่เจอกับวิกฤต คนที่ “ใฝ่เรียนรู้” จะเก่งกว่าคนที่ “คิดว่าตัวเองรู้แล้ว” เพราะความรู้เดิมอาจล้าสมัยไปได้ในชั่วข้ามคืน ทำให้เราต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเรา

    🛠️ 3. การใช้เทคโนโลยีให้เป็น “อาวุธ”

    ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Tech ผู้เขียนได้สอดแทรกเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาธุรกิจ คือ…

    • ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงมาใช้ แต่คือการเข้าใจว่าเทคโนโลยีจะมาช่วย “ลดจุดอ่อน” หรือ “เพิ่มจุดแข็ง” ของเราได้อย่างไร

    • การปรับโครงสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความผันผวนของโลกในยุคดิจิทัลได้

    ⚖️ 4. สมดุลระหว่าง “ธุรกิจ หรือ Biz” และ “ชีวิต หรือ Life”

    ชื่อเรื่องมีคำว่า Biz-life เพราะผู้เขียนเชื่อว่าถ้าชีวิตส่วนตัวพัง ธุรกิจก็เจริญรุ่งเรืองได้ยาก

    • หนังสือพูดถึงการจัดการความเครียด การรับมือกับภาวะ Burnout ของคนทำงานและผู้บริหาร

    • การตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรากำลังทำธุรกิจเพื่ออะไร?” เพื่อให้มีเข็มทิศในวันที่ธุรกิจเกิดวิกฤตจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า

    💡 5. กรณีศึกษาที่ทันสมัย

    จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการหยิบยกตัวอย่างธุรกิจทั้งในและต่างประเทศที่เจอวิกฤตจริงๆ แล้วรอดมาได้ หรือที่พ่ายแพ้ไป มาวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้เนื้อหาน่าอ่านและน่าติดตามมากขึ้น

    ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ ในโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่า ‘ตายไม่ได้’ แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่แค่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่สามารถปรับตัว หรือรู้เท่าทันปัญหาในการบริหารธุรกิจของเราเองแล้ว ความนิ่งดูดายจะฆ่าธุรกิจของเราในที่สุด หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน “คู่มือการเอาตัวรอดสำหรับคนทำธุรกิจที่กำลังหลงทาง” โดยใช้ทั้งข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์มาช่วยแก้ปัญหาธุรกิจของเราค่ะ

    โดยส่วนตัวดิฉันเป็นคนชอบอ่านกรณีศึกษาของธุรกิจต่างๆอยู่แล้วว่าเค้าเติบโตมาได้ยังงัย มีจุดแข็งหรือจุดด้อยอะไรในธุรกิจ ถึงแม้เราจะยังไม่ได้มีธุรกิจส่วนตัวก็ตาม แต่การศึกษาในเรื่องแบบนี้ก็เป็นความรู้รอบตัวของเราได้ และน่าจะนำไปปรับใช้กับงานที่เราทำอยู่ได้บ้างนะคะ คล้ายกับการอ่านประวัติศาสตร์ทางธุรกิจอย่างไรอย่างนั้นเลย ในหนังสือเล่มนี้ก็จะชี้ให้เห็นจุดที่แต่ละธุรกิจทำพลาดทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งถ้าเรามีความรู้ในเรื่องนี้ ก็จะเป็นเหมือนวัคซีนให้เรามาสำรวจตัวเองและป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้าได้ค่ะ 

    ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนะคะ ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ สวัสดีค่ะ

    #Biz-Life Crisis #ธุรกิจวิกฤตเอง #หนังสือดี #หนังสือน่าอ่าน #หนังสือธุรกิจ #ิbusiness #โสภณ ศุภมั่งมี #งานหนังสือ #งานสัปดาห์หนังสือ #งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ #สำนักพิมพ์ลูป

  • 6 ช่อง Youtube น่าติดตามของคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ

    Published on Apr 3, 2026                      Time to read : 2-3 minutes

    สวัสดีค่ะ สำหรับบทความนี้ดิฉันจะมาแนะนำช่องยูทูบน่าติดตามของคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ 6 ช่องด้วยกันค่ะ หวังว่าทุกท่านอ่านแล้วจะถูกใจช่องใดบ้างนะคะ แต่จะบอกว่าดูแล้วเพลินและบันเทิงทุกช่องค่ะ รายละเอียดตามนี้เลยค่ะ

    1.ช่อง Tanya Lanza (ผู้ติดตาม 205K)

     

    ช่องนี้เป็นช่องของคุณธัญญ่า หญิงสาวไทยที่อาศัยอยู่ที่เมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียประเทสหรัฐอเมริกา เธอเป็นคุณแม่ของน้องเคเจลูกสาวของเธอซึ่งเป็นเจ้าของยูทูบช่อง KJ Singhawanawat ที่ดิฉันเคยเขียนแนะนำในบทความที่ True ID เมื่อหลายปีก่อน

    คอนเทนต์ของคุณธัญญ่าก็จะเป็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคุณแม่ซึ่งตอนนี้ได้มีสถานะเป็นคุณยายเพิ่มเติมด้วยค่ะ เนื่องจากน้องเคเจได้แต่งงานและมีบุตรชายแล้ว 1 คนค่ะ เราก็จะได้เห็นการใช้ชีวิตของเธอทั้งที่อเมริกา และเมื่อเธอกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่ไทย ก็จะมีคอนเทนต์ดีๆ ดูเพลินๆมาฝากเราค่ะ ดูวีดีโอเธอแล้วรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลิน รวมทั้งเอ็นดูความน่ารักของหลานชายของเธอ คือ น้องแบรนดอน หรือ น้องแตง ใครชอบดูวีดีโอครอบครัว ฮีลใจ ต้องติดตามช่องของเธอค่ะ เธอยังมีครีมทาหน้าชื่อ Kaje ที่ผลิตในอเมริกาและคนในครอบครัวเธอใช้กันทุกคนมาให้เราอุดหนุนกันด้วยนะคะ ตัวอย่างวีดีโอช่องของเธอตามนี้เลยจ้า

    2.ช่อง MOSSALA101 (ผู้ติดตาม 1.29M)

     

    ช่องนี้เป็นช่องของคุณมอร์ส หญิงสาวไทยอีกคนที่อาศัยอยู่ที่เมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

    คอนเทนต์ของเธอมีความหลากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ และมีคอนเทนต์ในไทยบ้าง คอนเทนต์ของอเมริกาก็จะเน้นไปทางฝั่งแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เธออาศัยอยู่ดังนั้นเธอก็จะมีความรู้กว้างขวาง มีวีดีโอดีๆ ที่ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงแก่เราซึ่งเป็นผู้ชม เมื่อเธอกลับมาเมืองไทยก็จะมีคอนเทนต์ดีๆ มาให้เราได้รับชมเช่นกัน ใครได้ชมคอนเทนต์ของเธอรับรองได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะคนที่สนใจในความเป็นไปของอเมริกายิ่งต้องรับชม เพราะเธอก็จะมีวีดีโออัพเดทความเป็นไป สถานการณ์ต่างๆในอเมริกามาให้เราได้รับชมเป็นระยะๆ ทั้งยังมีคอนเทนต์เกี่ยวกับคนไทยคนอื่นที่ได้อาศัยและทำงานอยู่ในอเมริกามาให้เราได้รู้จักเช่นกันค่ะ ตัวอย่างวีดีโอช่องของเธอก็ตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

    3.ช่อง กิ๊กอินเมกา (ผู้ติดตาม 755K)

     

    ช่องนี้เป็นช่องของ ‘น้องกิ๊ก’ อีกหนึ่งสาวไทยในอเมริกา เธออาศัยอยู่กับสามีชาวอเมริกันของเธอ ‘คุณไทเลอร์’ ที่เมืองบอยซี่ รัฐไอดาโฮ โดยเธอและสามีมีรถฟู้ดทรัคขายพิซซ่าตามงานต่างๆ รวมถึงงานจัดเลี้ยงส่วนตัว

    คอนเทนต์ของเธอก็จะเกี่ยวกับชีวิตของเธอในอเมริกาโดยส่วนใหญ่ ก็จะเกี่ยวกับการขายพิซซ่าของเธอ เมื่อเธอกลับมาเยี่ยมครอบครัวในไทยก็จะมีคอนเทนต์เกี่ยวกับชีวิตในไทยของเธอและครอบครัวมาฝาก ตอนนี้เธอก็มีบุตรชายแล้ว ชื่อ น้องจีโอ น้องน่ารักมากเลย ใครเห็นก็ต้องหลงรัก ในช่วงแรกๆ ก็เอ็นดูสองสามีภรรยาช่วยกันในกิจการครอบครัว ส่วนในปัจจุบันเราก็จะได้ชมวีดีโอของเธอที่มีน้องจีโออยู่ด้วยตลอด ดูแล้วเพลินๆ ฮีลใจจากวันที่เหน็ดเหนื่อยได้ค่ะ และตอนนี้น้องกิ๊กและไทเลอร์กำลังจะเปิดร้านพิซซ่าของเธอที่ประเทศไทยแล้วนะคะ ร้านจะอยู่ถนนเพชรบุรี ระหว่างเพชรบุรี 45 กับ 47 ก่อนถึงปากซอยศูนย์วิจัยค่ะ ร้านใกล้จะเสร็จแล้วนะคะ ใครสนใจติดตามช่องของเธอได้เลยจ้า วีดีโอตัวอย่างตามนี้เลยค่ะ

    4.ช่อง Beam (ผู้ติดตาม 15.8K)

     

    ช่องนี้เป็นช่องของน้องบีม สาวไทยที่อยู่ในช่วงวัย 20 ที่ไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    คอนเทนต์ของเธอก็จะเกี่ยวกับไลฟสไตล์ การใช้ชีวิต การทำงาน รวมไปถึงแฟชั่น และความสวยความงามที่ญี่ปุ่น เวลาเธอไปเดินเที่ยวหรือชอปปิ้ง ก็จะมีวีดีโอมาฝากคนดู ดิฉันชอบที่เธอเป็นคนแต่งหน้าสวย เป๊ะมาก และพูดเก่ง อธิบายสิ่งต่างๆได้ดี ดูแล้วก็เพลิน รวมถึงได้เห็นวิถีชีวิตของเธอที่ญี่ปุ่น และเธอยังมีสถานที่น่าเดินเที่ยวและชอปปิ้งต่างๆมาฝากเราผู้ชมด้วยค่ะ เผื่อใครไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เดินตามรอยเธอได้นะคะ วีดีโอตัวอย่างของช่องเธอตามนี้เลยค่ะ

    5.ช่อง BESTIE STORY (ผู้ติดตาม 143K)

     

    ช่องนี้เป็นช่องของน้องเบสท์สาวไทยที่ไปทำงานที่เกาหลี คอนเทนต์ของเธอก็จะเกี่ยวกับประเทศเกาหลี ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่ชอปปิ้ง ร้านอาหาร ชีวิตการทำงาน ไลฟสไตล์ของเธอที่เกาหลี รวมถึงการศัลยกรรมที่เกาหลีด้วยค่ะ

    ใครที่ชอบอะไรเกี่ยวกับเกาหลีต้องไม่พลาดช่องของน้องเบสท์นะคะ ดูแล้วก็เพลิน ได้ไอเดียที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เกาหลี และได้รู้จักประเทศเกาหลีมากขึ้นด้วยค่ะ นอกจากนี้เรายังจะได้ดูวีดีโอท่องเที่ยวของเธอเมื่อเธอไปเที่ยวประเทศอื่นๆด้วยนะคะ เช่น ญี่ปุ่น และ ยุโรป เป็นต้น แม้แต่การท่องเที่ยวในไทยก็มีให้รับชมค่ะ นอกจากนี้เธอยังมีธุรกิจที่ไทย ชื่อ BLB Studio ที่ตั้งขึ้นในปี 2024 โดยร่วมกับเพื่อนชาวเกาหลีของเธอ เป็นการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการสอนร้องเพลงค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านชักอยากจะดูวีดีโอของเธอแล้วใช่ไหมคะ เชิญชมได้ตามตัวอย่างด้านล่างเลยค่ะ

    6.ช่อง SORN (ผู้ติดตาม 1.5M)

     

    ช่องนี้เป็นช่องของสาวไทยอีกหนึ่งท่าน คือ น้องสร หรือ ชลนสร สัจจกุล เธอเป็นสาวไทยที่ชนะซีซั่นแรกของรายการ K-Pop Star Hunt ในปี 2011 และได้เป็นหนึ่งในสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ‘CLC’ ในปัจจุบันเธอเป็นศิลปินเดี่ยวกับค่าย ไวลด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โดยตอนนี้เธออาศัยอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ 

    คอนเทนต์ของเธอก็จะเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงาน เพลงของเธอ การไปทำงานที่ประเทศต่างๆ ดูแล้วก็เพลินและได้เปิดโลกชีวิตการทำงานในวงการบันเทิงด้วยค่ะ ใครเป็นแฟนเพลงของเธอต้องติดตามนะคะ ตัวอย่างวีดีโอของเธอตามนี้เลยจ้า

    ขอบคุณทุกท่านนะคะที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ชอบใครถูกใจคอนเทนต์ท่านไหน สามารถกดติดตามได้ที่ยูทูบเลยนะคะ สำหรับเว็บบทความเว็บนี้ พอดีเราไม่มีปุ่มกดติดตามค่ะ เลยรบกวนสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรี เพื่อรับข่าวสารอัพเดทบทความใหม่ๆ เพื่อสาระและความบันเทิงได้เลยนะคะ ที่ปุ่มเมนูด้านบนและด้านล่างหน้านี้ค่ะ ขอขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ

    ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Wikipedia

    ขอขอบคุณ

    ภาพปก – รูปที่ 1 จาก Instagram : kjandmom, รูปที่ 2 จาก Instagram : mossala101, รูปที่ 3 จาก Instagram : kikinmeca, รูปที่ 4 จาก Instagram : her.beam, รูปที่ 5 จาก Instagram : bbbestie, รูปที่ 6 จาก Instagram : sssorn_chonnasorn

    ภาพในบทความ – รูปที่ 1 จาก  Instagram : kjandmom, รูปที่ 2 จาก Instagram : mossala101, รูปที่ 3 จาก Instagram : kikinmeca, รูปที่ 4 จาก Instagram : her.beam, รูปที่ 5 จาก Instagram : bbbestie, รูปที่ 6 จาก Instagram : sssorn_chonnasorn

    ตัวอย่างวีดีโอจาก Youtube – วีดีโอที่ 1 จากช่อง Tanya Lanza, วีดีโอที่ 2 จากช่อง MOSSALA101, วีดีโอที่ 3 จากช่อง กิ๊กอินเมกา, วีดีโอที่ 4 จากช่อง Beam, วีดีโอที่ 5 จากช่อง BESTIE STORY, วีดีโอที่ 6 จากช่อง SORN

    #youtube #youtuber #ช่องยูทูปที่น่าติดตาม #ยูทูป #ยูทูบ #Tanya Lanza #MOSSALA101 #กิ๊กอินเมกา #Beam #BESTIE STORY #SORN

  • รีวิวหนังสือที่อ่านไปในไตรมาสแรกปี 2569 (2/2)

    Published on Mar 31, 2026                          Time to read : 1-2 minutes

    สวัสดีค่ะ บทความนี้จะต่อเนื่องจากบทความแรกที่เป็นหนังสือที่อ่านในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยบทความนี้จะพูดถึงหนังสือที่อ่านไปในเดือนมีนาคมเดือนเดียวเลยค่ะ เนื่องจากอ่านได้ 4 เล่มด้วยกันเกรงว่าบทความจะยาวเกินไปเลยแยกมาต่างหากค่ะ ดังนี้เลยจ้า

    เดือนมีนาคม อ่านไปได้ 4 เล่มด้วยกันค่ะ คือ…

    Heart Stopper (หยุดหัวใจไว้ที่นาย) เล่ม 1 และ 2 เรื่องและภาพโดย อลิซ โอสแมน แปลโดย วลัยลักษณ์ จิตตะยโศธร ทั้งสองเล่มให้คะแนน 4/5 ค่ะ

    Heartstopper 1 – 288 หน้า ราคา 255 บาท สำนักพิมพ์ AMICO

    Heartstopper 2 – 320 หน้า ราคา 255 บาท สำนักพิมพ์ AMICO

    พอดีได้มีโอกาสเข้าแอป TK Read ซึ่งเป็นแอปของอุทยานการเรียนรู้ TK Park เค้ามีหนังสือ E-Book ให้ยืมอ่านฟรีในแอปด้วยจ้า แต่ต้องสมัครสมาชิกฟรี จองหนังสือและรอคิวนิดนึง ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือภาษาไทย รวมทั้งหนังสือแปลด้วย หนังสือใหม่ก็มี ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องการรอคิว เราว่าก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอ่านหนังสือแบบประหยัดเงินนะคะ โดยส่วนตัวได้ลองอ่านหนังสือจากแอปนี้ไปแล้ว 4-5 เล่ม โดย 2 เล่มในจำนวนนั้นคือ Heart Stopper เล่ม 1 และ 2 (ตอนนี้รอคิวเล่ม 3 อยู่ค่ะ) สำหรับหนังสือเรื่องนี้ เรารอคิวไม่นานมาก น่าจะเพราะหนังสือออกมาได้ระยะหนึ่งแล้วด้วย เลยมีการจองคิวอ่านไม่นานมาก คือคุณก็จองไปแล้วก็ใช้ชีวิตไปและก็จะมีข้อความจากแอปมาเตือนว่า ยืมหนังสือได้แล้วภายในวันที่เท่าไหร่ คุณก็แค่ยืมแล้วอ่าน อ่านเสร็จก็กดคืนหนังสือแค่นั้น ถ้าคิวยาวมากก็ลองดูเล่มอื่นที่น่าสนใจแบบคิวไม่นานก็ได้ จะได้ไม่ท้อกับการรอค่ะ แต่ 1 คนจะจองได้แค่ 3 เล่มนะคะ ลองโหลดแอป TK Read แล้วเข้าไปศึกษากันดูนะคะ ไม่ยากเลย แถมได้อ่านหนังสือฟรี ประหยังสตางค์ไปอีกค่ะ

    สำหรับหนังสือกราฟิกโนเวลเรื่องนี้ ความจริงเราเป็นคนไม่ถนัดอ่านหนังสือแนววายเท่าไหร่ แต่ก็ลองเปิดใจอ่านดู และเป็นนิยายกราฟิกด้วยก็อ่านง่ายไปอีก โดยผู้เขียนได้เล่าถึงความรักของชาร์ลีและนิกตั้งแต่ทั้งสองเริ่มรู้จักกันไปจนถึงการยอมรับในความรักซึ่งกันและกัน และการเผชิญหน้ากับสังคมในฐานะคู่รักชายรักชาย เราอ่านแล้วรู้สึกเอ็นดูในความน่ารักของทั้งคู่ ความจริงใจที่มีให้กันซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆในสังคมของโลกปัจจุบัน อ่านแล้วก็แอบลุ้นและเอาใจช่วยทั้งคู่ให้เข้าใจตัวเอง ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคในความรักของทั้งคู่ไปให้ได้ อยากให้ทุกคนลองอ่านดูบ้างจะได้มีโมเมนต์ตะมุตะมิกับเค้าบ้างค่ะ

    เล่มที่ 3 คือ ชีวิตเต็มไปด้วยของขวัญ (Greatful Living) เขียนโดย นิ้วกลม – พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ KOOB , จำนวนหน้า 296 หน้า ราคา 299 บาท เล่มนี้ให้คะแนน 5/5 ค่ะ

    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมงานเขียนของ นิ้วกลม ในรอบ 20 ปี โดยวางขายเมื่อปลายปี 2025 พอเหมาะจะให้เป็นของขวัญแด่คนที่เรารักในเทศกาลปีใหม่ เพราะเป็นหนังสือที่รวบรวมบทความที่ดีที่สุดจากหนังสือเล่มต่างๆ ของนิ้วกลม ซึ่งแน่นอนว่าเราผู้เป็นสาวกของนักเขียนท่านนี้ก็ไม่พลาดที่จะซื้อมาอ่านเช่นกันค่ะ 

    หนังสือจะประกอบไปด้วยบทความจากหนังสือเล่มต่างๆ ของนิ้วกลมทั้งหมด 36 บทความ ที่ให้ข้อคิดในการดำรงชีวิตของเราในแง่มุมต่างๆกัน โดยส่วนตัวเรายังสะสมหนังสือของนิ้วกลมได้ไม่ครบ เลยได้อ่านบทความดีๆ ในเล่มอื่นๆที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของจากหนังสือเล่มนี้ด้วย เป็นรวมฮิตที่ต้องมีไว้สะสมและให้คนที่เราต้องการมอบสิ่งดีๆแก่เขาค่ะ

    เล่มที่ 4 คือ ทางออกหมายเลข 8 – เขียนโดย คาวามูระ เก็งกิ แปลโดย ธนิน พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ SOUL, จำนวนหน้า 149 หน้า ราคา 225 บาท เล่มนี้ให้คะแนน 3.5/5 ค่ะ

    ถ้าคุณได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘Exit 8’ เมื่อปลายปี 2025 หนังสือเล่มนี้คือเนื้อเรื่องที่เป็นแบบตัวหนังสือค่ะ เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่หลงเข้าไปในวังวนของทางที่จะออกจากรถไฟใต้ดิน โดยทางที่เขาจะออกคือ ทางออกหมายเลข 8 แต่เขาต้องวนเวียนหาทางออกอยู่ในลูปนี้ โดยจะต้องหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นตามทางเดินไปสู่ทางออกให้ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องติดอยู่ในวังวันนี้ไปตลอดกาล

    หนังสือเล่มนี้เพิ่งพิมพ์สดๆร้อนๆในเดือนมีนาคม 2026 นี้เองค่ะ ดิฉันก็ได้ไปสอยจากงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่วันแรกของงานที่บู๊ทสำนักพิมพ์ SOUL ที่ H14

    เพราะอยากอ่านมาก ก็เลยอ่านเป็นเล่มแรก แล้วก็อ่านจบในวันถัดไป เนื่องจากเนื้อหาไม่ได้ยาวมาก จึงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็อ่านจบแล้วค่ะ โดยส่วนตัวอ่านแล้วก็เข้าใจความอึดอัดของตัวละครที่ต้องวนอยู่ในลูป แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เนื้อเรื่องต้องการจะสื่อ เข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้ตัวละครสำนึกและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในชีวิตหรือเปล่า คือเหมือนให้ตื่นรู้ว่าสิ่งไหนผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น แล้วกระทำการแก้ไขมันซะ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ตัวละครเอกได้กระทำไว้ในตอนต้นของเรื่อง และสิ่งอื่นๆ ในชีวิตของเค้า แล้วตอนจบก็งงๆ ว่าสรุปแล้วตัวละครเอกของเราสามารถออกจากลูปนั้นได้หรือไม่ ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านแล้วเข้าใจตอนจบของเนื้อเรื่องก็มาแชร์ในคอมเมนต์ได้นะคะ จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยค่ะ

    ขอบคุณนะคะที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ อ่านแล้วมีคอมเมนต์อะไรอยากบอก สามารถเขียนทิ้งไว้ใต้บทความนี้ได้นะคะ ถ้าสนใจต้องการรับข่าวสารบทความใหม่ๆ สามารถสมัครสมาชิกได้ ฟรี นะคะที่ปุ่มลิงก์ด้านบนค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ แล้วเจอกันใหม่ในบทความถัดไปนะคะ 

    #Exit 8 #Heart Stopper #หยุดหัวใจไว้ที่นาย #ทางออกหมายเลข 8 #นิ้วกลม #นิ้วกลม 20 ปี #ชีวิตเต็มไปด้วยของขวัญ #หนังสือ #หนังสือน่าอ่าน #หนังสือดี #งานหนังสือ #งานสัปดาห์หนังสือ