รีวิวหนังสือที่อ่านเดือน ก.ค. ‘69

Published on Aug 11, 2026               Time to read : 2-3 minutes

สวัสดีค่ะ มาเจอกันอีกแล้วนะคะสำหรับรีวิวหนังสือที่อ่านประจำเดือน กรกฎาคม 2569 ค่ะ
สำหรับเดือนนี้ เราอ่านหนังสือไปทั้งหมด 7 เล่มด้วยกันดังนี้ค่ะ

ภาพจาก TK Read

1. หนังสือเรื่อง “จะข้ามมหาสมุทร อย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง” (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจฉบับพิเศษ) เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ สำนักพิมพ์ มติชน
    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นในช่วงปลายยุค “โควิด” ซึ่งสืบเนื่องมาจากหนังสือเรื่อง “เพราะเราก้าวเดิน จึงเกิดทาง” ที่สื่อถึงเรื่อง “ความหวัง” และเล่มนี้ก็เช่นกัน ที่หนุ่มเมืองจันท์ต้องการจะสื่อถึง “ความหวัง” และ “กำลังใจ” ให้แก่ผู้คนในช่วงปลายยุคโควิดค่ะ ดังความตอนหนึ่งที่ปรากฎในคำนำผู้เขียนดังนี้

“ทุกคนล้วนต้องการสิ่งเดียวกัน
คือ ”ความหวัง“
และ ”กำลังใจ“ จากใครสักคน
นั่นคือ ที่มาของหนังสือเล่มใหม่ครับ
”จะข้ามมหาสมุทร อย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง”
เป็นหนังสือแห่ง “ความหวัง” ที่ไม่ใช่ “ความเพ้อฝัน”
และเป็น “ใครสักคน” ที่คุณมองหา“
    หนังสือจะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆที่ผู้เขียนได้อ่านเจอในหนังสือเล่มอื่น เรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอด้วยตัวเอง หรือเป็นเรื่องที่ได้ฟังมาจากการสัมภาษณ์ในช่วงที่ยังทำอาชีพนักข่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆก็จะมีความหลากหลาย แต่สิ่งที่เราจะได้รับเมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือ กำลังใจ และ ความหวัง ที่ผู้เขียนต้องการจะมอบให้แก่พวกเราซึ่งเป็นนักอ่าน
    อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดดีๆ ที่จะนำพาไปต่อยอดสร้างความหวังและกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต ที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นช่วงโควิดเท่านั้น แต่เป็นข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้กับชีวิตเราตลอดเวลาค่ะ ยามใดที่เราท้อ ต้องการกำลังใจ หนังสือเล่มนี้ก็สามารถเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ความหวังและกำลังใจแก่เราให้ลุกขึ้นสู้ชีวิตต่อไปได้ค่ะ เป็นอีกเล่มที่แนะนำให้อ่านค่ะ

ภาพจาก TK Read

2. หนังสือเรื่อง “1 ปี กับชีวิตที่ผมอยู่ในอเมริกา SEASON 1 HOMECOMING” เขียนโดย ชี้ดาบ สำนักพิมพ์ ชี้ดาบ
    หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของผู้เขียน คือ คุณชี้ดาบ ในตอนที่เขาอายุ 17 และได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี เล่ม 1 นี้ก็จะเล่าถึงตั้งแต่ตอนอยู่ที่สนามบินที่ประเทศไทยก็เกิดเรื่องวุ่นๆ ระหว่างไปต่อเครื่องจนกระทั่งไปถึงอเมริกาโดยที่เขาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และก็ได้เจอกับโฮสต์ เพื่อนที่โรงเรียน เหตุการณ์ในโรงเรียนต่างๆ จนกระทั่งพยายามจะจีบหญิงต่างชาติเพื่อจะไปงานเต้นรำของโรงเรียน ทั้งหมดนี้เล่าด้วยอารมณ์ที่จริงใจมากๆของผู้เขียน ทำให้เราเห็นภาพ และแอบขำ บวกช่วยลุ้นไปด้วย

    อ่านแล้วก็บันเทิงมากค่ะ แถมได้เห็นภาพของนักเรียนแลกเปลี่ยนเวลาไปใช้ชีวิตอยู่จริงในต่างประเทศด้วย ถือว่าได้เปิดโลกเลยค่ะ ตอนท้ายเล่มยังมีรูปตัวจริงเสียงจริงของตัวละครต่างๆที่อยู่ในเรื่อง รวมถึงสถานที่ต่างๆที่อยู่ในเรื่องด้วย ทำให้ได้อารมณ์สมจริงเลยทีเดียว ได้รู้ว่า อ้อ รูปนี้คือคนนี้นี่เอง แฮปปี้ไปอีกค่ะ ใครอยากเปิดโลกของนักเรียนแลกเปลี่ยนในมุมมองของคุณชี้ดาบ ก็ไปตามอ่านกันได้นะคะ

ภาพจาก TK Read

3. หนังสือเรื่อง “ฉันตกลงสงบศึกกับจิตใจ” เขียนโดย สึเนะโกะ นะกะมุระ เรียบเรียงโดย ฮิโระมิ โอะกุดะ แปลโดย จิตรลดา มีเสมา สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์
     หนังสือเรื่องนี้ได้เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของจิตแพทย์หญิงชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในอาชีพนี้มากกว่า 70 ปี และเรียบเรียงโดยคุณหมอที่เป็นจิตแพทย์เช่นเดียวกัน หนังสือเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะเป็นจิตแพทย์ และเป็นจิตแพทย์ได้ยังงัย ผ่านการเล่าด้วยภาษาที่อ่านง่าย ด้วยประสบการณ์ในการเป็นจิตแพทย์มายาวนาน ทำให้คุณหมอได้เจอคนไข้ประเภทต่างๆ ที่มาพร้อมปัญหาในชีวิตแตกต่างกันไป ซึ่งคุณหมอก็ได้นำประสบการณ์ในอาชีพมาเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มนี้ ที่ช่วยชี้แนะผู้อ่านในการมีชีวิตอยู่และต่อสู้กับปัญหาต่างๆทางด้านจิตใจอย่างไร เพื่อที่จะให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข
     อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดที่ดีในการทำความเข้าใจปัญหาต่างๆที่เจอในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน ทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน และรู้จักที่จะจัดการกับจิดใจเราไม่ให้ฟุ้งซ่านมากจนมีผลในด้านลบกับจิตใจและการดำเนินชีวิตของเราค่ะ ภาษาแปลก็อ่านเข้าใจง่าย ไม่ได้เป็นเนื้อหาที่หนักเลย แม้จะเกี่ยวข้องกับอาชีพจิตแพทย์ก็ตาม แนะนำให้อ่านค่ะ

ภาพจาก TK Read

4. หนังสือเรื่อง “ธนาคารชีวิตแห่งนี้มีเรื่องราวแห่งความหวัง” เขียนโดย อินูจุง แปลโดย กิ่งดาว ไตรยสุนันท์ สำนักพิมพ์ Lumi
    หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือแปลแนวแฟนตาซีที่น่าจะเรียกได้ว่า เป็นเรื่องที่ฮีลใจมาก โดยเรื่องราวจะเล่าถึงธนาคารแแห่งชีวิตที่เราสามารถฝากอายุขัยของเราให้กับใครก็ได้ แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่เช่นกัน ซึ่งนางเอกของเราเป็นหญิงสาวที่มีปัญหาด้านสุขภาพทำให้ต้องลาออกจากงาน และในที่สุดเธอก็ได้งานใหม่ที่ธนาคารชีวิตแห่งนี้ และได้ประสบพบเจอเหตุการณ์ต่างๆในการฝากอายุขัยในแต่ละเคส ซึ่งนางเอกของเราก็ทำหน้าที่พนักงานของธนาคารแห่งชีวิตนี้ได้อย่างดีเยี่ยมค่ะ
    อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดในเรื่องเวลาของชีวิต ว่าในชีวิตจริง เราไม่สามารถจะฝากอายุขัยให้กันได้ และเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า อายุขัยของเรามีอยู่เท่าไหร่ สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเสียใจเมื่อวันนึงอายุขัยของเราหมดลงค่ะ เป็นหนังสือแนวแฟนตาซีที่ฮีลใจ และให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตได้ดีจริงๆ ค่ะ ทำให้เราตระหนักรู้ถึงช่วงเวลาของชีวิตเราที่ควรทั้งดูแลตัวเองให้ดี และรวมถึงดูแลคนรอบข้างเราด้วย ให้ทุกคนมีความสุขกับทุกวันไปพร้อมๆกันค่ะ เป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกเล่มค่ะ

ภาพจาก TK Read

5. หนังสือเรื่อง “เป็นคนธรรมดา แต่ว่า…ซึมเศร้านิดหน่อย” เขียนโดย อีซูย็อน แปลโดย ธัชชา ธีรปกรณ์ชัย สำนักพิมพ์ Bloom
    หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวจากไดอารี่ส่วนตัวของหญิงสาวชาวเกาหลี อาชีพนักดนตรี ที่เป็นโรคซึมเศร้า และเธอมีแต่ความคิดที่ต้องการจะทำร้ายตัวเอง เธอรับการรักษาโรคซึมเศร้านี้มากว่าสิบปี เราจะได้เห็นความคิดของคนที่เป็นโรคนี้ผ่านเรื่องราวความรู้สึกในแต่ละวันของเธอ ซึ่งก็ดีใจกับเธอด้วยนะคะ ที่การรักษาก็มีผลที่ดีขึ้นกับเธอบ้าง และในที่สุดเธอก็มีความรู้สึกที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ บนโลกที่วุ่นวายแห่งนี้
    อ่านแล้วก็ได้เข้าใจความคิดของคนที่เป็นโรคซึมเศร้านี้ได้นะคะ รู้สึกเห็นใจคนที่ต้องเผชิญกับการรักษาโรคนี้อยู่ และเอาใจช่วยจริงๆค่ะ อยากให้คนที่กำลังเป็นโรคนี้อยู่เข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ก่อนที่จะสายเกินไปค่ะ โรคนี้เป็นโรคที่ต้องการการเอาใจใส่จากผู้คนรอบข้างด้วยนะคะ ก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกคนนะคะ โลกนี้อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่ถ้าเรายังต้องมีชีวิตอยู่ ก็อยากให้เราสู้และหาทางออกให้แก่ทุกปัญหาไปด้วยกันค่ะ ถ้าใครอยากที่จะได้เปิดโลกมุมมองหนึ่งของคนที่เป็นโรคนี้ ก็แนะนำให้อ่านนะคะ เราอาจจะไม่เข้าใจความคิดของเค้าได้ทั้งหมด แต่เราก็จะได้รับทราบว่าความคิดบางแง่มุมของคนที่เป็นโรคนี้เป็นอย่างไรค่ะ

ภาพจาก TK Read

6. หนังสือเรื่อง “Employ ยี้ Handbook คู่มือพนักงาน ฉบับระรานคนอื่น” เขียนโดย Note Sarun สำนักพิมพ์ แซลมอน
    จากหนังสือเล่มที่แล้วที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ก็มาสู่หนังสือสายฮากันบ้างนะคะ หนังสือเรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องราวของชาวออฟฟิศ ผ่านตัวละครสาวออฟฟิศที่ชื่อ “ชัชชะนีย์” ซึ่งทำให้เราได้รับรู้ถึงแง่มุมต่างๆของคนทำงานออฟฟิศแบบฮาๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวในมโนของผู้เขียนเมื่อได้เจอเหตุการณ์ต่างๆในเรื่อง อ่านแล้วก็คลายเครียดได้ดีเลยค่ะ เป็นตัวละครเสมือนที่บางครั้งถ้าเป็นไปได้ ฮ่าๆๆ ก็อยากให้ทำได้จริงนะคะ จะแซ่บบบบมากเลยค่ะ
ใครที่กำลังเครียดกับชีวิตในที่ทำงาน ก็หามาอ่านได้นะคะ แล้วคุณจะได้หัวเราะและสะใจไปพร้อมๆกับเราค่ะ

ภาพจาก TK Read

7. หนังสือเรื่อง “สาวไห้” เขียนโดย วิตต์ สุทธเสถียร สำนักพิมพ์ แซลมอน
    หนังสือเรื่องนี้เป็นนวนิยายในยุค 2480 ที่ว่าด้วยชีวิตของหญิงสาวในยุคนั้นที่ชื่อ ’กรรณิการ์’ ที่มีความคิดแบบคนในยุคสมัยใหม่ ทั้งในเรื่องการดำเนินชีวิตและความรัก ที่เล่าผ่านการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งสำนวนภาษาและวิธีการเล่าเรื่องของผู้เขียน ทำให้เราได้เห็นสภาพของบ้านเมืองและประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นผ่านงานเขียนนี้นอกเหนือจากการเล่าถึงชีวิตของหญิงสาวที่เป็นตัวเอกของเรื่องนี้ ก็ต้องขอบคุณทางสำนักพิมพ์แซลมอนนะคะ ที่นำงานเขียนชิ้นนี้มาตีพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง
    อ่านแล้วก็รู้สึกชอบสไตล์การเล่าเรื่อง การใช้ภาษาของผู้เขียนมากเลยค่ะ เป็นเอกลักษณ์ที่น่าชื่นชมจริงๆ นอกจากความสนุกในเนื้อหาแล้ว ยังได้เห็นสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในยุคนั้นด้วย เป็นงานเขียนที่น่าที่จะให้คนรุ่นหลังได้อ่านมากทีเดียวค่ะ ใครที่ชอบงานเขียนที่มีเอกลักษณ์ และเรื่องราวในยุค 2480 ก็แนะนำให้อ่านเลยค่ะ

    ก็จบแล้วนะคะสำหรับรีวิวหนังสือที่อ่านไปทั้งหมดในเดือนก.ค.นี้ค่ะ หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้หนังสือที่น่าสนใจเพิ่มไปในลิสต์ที่อยากอ่านได้บ้างนะคะ ขอบคุณมากที่อ่านกันมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
เรามีช่องยูทูบชื่อช่อง Ladylada195 ด้วยนะคะ เผื่อใครสนใจช่องเกี่ยวกับสาระและความบันเทิงค่ะ ฝากด้วยนะคะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าจ้า สวัสดีค่ะ

#รีวิวหนังสือ #หนังสือ #หนังสือน่าอ่าน #หนุ่มเมืองจันท์ #ชี้ดาบ #Lumi #นานมีบุ๊กส์ #Bloom #แซลมอน

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *